OLD FoxBoard
foxboard Home FoxBoard



ยินดีต้อนรับ Guest ลงทะเบียน Login ค้นหากระทู้ แสดงรายชื่อสมาชิก
 หัวข้อสนทนาทั้งหมด
  Coffee Break
 
ชื่อเรื่อง #02725 หัวข้อ: ปลูกข้าวนาปรัง PROGRAMMER CHOKCHAI (ฝากเรื่อง) เชิญถาม-ตอบปัญหาได้ที่นี่ครับ ตั้งชื่อกระทู้ใหม่
ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 28 พ.ค. 2554 เวลา 15:43 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

     28  พ.ค. 2554  วันนี้มานั่งคิดดูว่า จะทำนารอบ 3 ช่วงไหนดี   รอบแรกโดนลูกเห็บประมาณวันที่  28 เมษายน 2553  รอบสองโดยพายุฝน น้ำท่วมนา วันที่ 10 พฤษภาคม 2554

    รอบสองแช่ช้าว 24 ธ.ค. 2553 เก็บเกี่ยวประมาณ 10-15 พฤษภาคม 2554

   คิดดูดแล้ว ต้องแช่ข้าว วันที่ 9  พ.ย. 2554  โดยทำนาแบบนาดำ  เก็บเกี่ยวประมาณ วันที่ 1-5 เมษายน 2555  

   แผนสอง  ช่วงต้นปีถ้ามีงบก็จะขุดคันรอบที่ดิน สูงๆ เพื่อป้องกันน้ำแบบถาวร  งบประมาณ 1แสนบาท   ถ้าสำเร็จจะทำนาได้ปีละ 2 รอบ

******************************************************************************

เก็บข้อมูลการปลูกข้าว

 

http://www.youtube.com/watch?v=wV8iyxZhFYY&feature=related ปลูกข้าวใช้นุชฟอร์ไล

http://www.youtube.com/watch?v=keytHldOvYY&feature=related รถปลูกข้าว

http://www.youtube.com/watch?v=OmAXM_c3mK4&feature=related รถปลูกข้าว

*******************************

 

http://www.youtube.com/watch?v=9Tlhf7z-V14&feature=related ทำกล้านาโยน

http://www.youtube.com/watch?v=DKimKtZtXrc&feature=related  ทำนาโยนต้นกล้า จ.สุพรรณบุรี

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=USdQSLKz7Xg&feature=related  เทคนิคการปลูกข้าว ซิตโต้ประเทศไทย (ม้าน้ำ)

 

http://www.youtube.com/watch?v=MA9pUTqYjyg&feature=related  ปฎิวัติเงียบ การปลูกข้าวแนวใหม่ #1  SRI

http://www.youtube.com/watch?v=-rZdm7VrErs&feature=related  การปลูกข้าวแบบน้ำน้อย เทคนิค SRI 

 

การปลูกข้าวของประเทศ อินโดนีเซีย คล้ายกับการปลูกข้าวต้นเดียว

http://www.youtube.com/watch?v=djXTlAlapeI&feature=related  ปลูกข้าว SRI 1

http://www.youtube.com/watch?v=S-_BvhtJink&feature=related  ปลูกข้าว  SRI 2

http://www.youtube.com/watch?v=Pwd5XzXGbxs&feature=related ปลูกข้าว  SRI 3

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=LzlXwrGHr6Y&feature=related  ปลูกข้าว SRI 1

http://www.youtube.com/watch?v=BJkTWnug2uo&feature=related ปลูกข้าว  SRI 2

http://www.youtube.com/watch?v=MuVMJnW1fWI&feature=related ปลูกข้าว SRI 3

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=i8a0_yw-mg0&feature=related การปลูกข้าวของไทย สมัยก่อน

****************************************************************************   

บันทึกแนวคิดวิธีปลูกข้าว ไว้เป็นความทรงจำ

      แปลงทดลอง 1 งาน   วันที่  30 ธค. 2552  1.แช่ข้าวตอนเย็น  น้ำครึ่งปีบ  + ปุ๋ย 16-20-0 ครึ่ง ก.ล. + ปุ๋ยน้ำสูตร1  4 ฝา   แช่น้ำไว้ 24 ชั่วโมง  แล้วนำมาวางที่ล่มประมาณ 2 วัน       2. ปั่นดินเสร็จ   ผสม น้ำ 1 ปีบ  + ปู๋ยน้ำสูตร 2  1แก้ว +  ปุ๋ยน้ำสูตร 3  1  แก้ว นำไปใส่ในที่นาทดลอง

      รอจนกว่า เมล็ดข้าว งอกรากประมาณ 1 เซ็น จึงนำไปหว่าน  แล้วอีก 7  วันฉีดยาคลุมหญ้า   อีก 4 วันใส่น้ำเข้านา พร้อมปุ๋ยมูลหมูหมัก + ปุ๋ยน้ำสูตร2 + ปุ๋ยน้ำสูตร3   พอครบ 25 วัน  ใส่ปุ๋ยยูเรีย+ปุ๋ยน้ำสูตร1 ประมาณครึ่งถุงต่อไร่   พอข้าวเริ่มตั้งทอง  ใส่ปู๋ยูเรีย+ปุ๋ยน้ำสูตร1 ประมาณครึ่งถุงต่อไร่  และมีการฉีดพ่นไล่แมลงเป็นระยะ โดยใช้ปู๋ยน้ำสูตร1+ยาไล่แมลงสูตร4  

 

บันทึก วิธีปลูกข้าวเพิ่มเติม ไว้เป็นความทรงจำ

    หลังจากปลูกข้าว ประมาณ 40 วัน ให้ใส่ฟูราดาน  3-4 ก.ล. ต่อไร่ ป้องกันหนอนก่อ และเพลี้ย เขาแนะนำมานะครับ ดูแล้วได้ผลแต่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

******************************************************************************

 

ช่วงนี้ได้ข้อมูลเครื่องโรยข้าวงอก ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากภูมิปัญญาขาวบ้านของ นายเลียน อ่อนสุระทุม สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดข้าวบ้านดงสรรค์ จังหวัดสกลนคร  หน้ากว้าง 2 เมตร โรยครั้งละ10แถว ระยะแถวห่างกัน 20 เซนติเมตร ระยะการโรยหางกัน 20 เซนติเมตร  1ไร่ใช้เมล็ดพันธ์ข้าวประมาณ 8 กิโลกรัม  ใช้แรงคนสามารถปลูกได้ 4ไร่ต่อวัน  ต้นทุนประมาณ 320บาทต่อไร่ (นาหว่านใช้เมล็ดพันธ์ 30 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนประมาณ 1,260บาทต่อไร่)  ถ้าสนใจเครื่องโรยข้าวงอก ติดต่อที่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร เลขที่ 99 ม.8 ต.ม่วงไข่ อ.พังโคน จ.สกลนคร โทร. 042-728517

  http://www.youtube.com/watch?v=crgBW_8gylE   เครื่องหยอดแถวเมล็ดข้าวงอก (Rice Drum Seeder)

http://www.youtube.com/watch?v=0LnunIz4txw&feature=related ทำนาตามแนวชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

http://www.youtube.com/watch?v=WmbpE6fHHY4&feature=related ชาวนาเงินล้าน 1 24May11 2 3 ชัยพร พรหมพันธุ์

http://www.youtube.com/watch?v=m-4GoHWHDaM&feature=related  คนค้นฅน - ชาวนาเงินล้าน (2) 31May11 1/3

http://www.youtube.com/watch?v=XB-cxTnRChE&feature=relmfu คนค้นฅน - ชาวนาเงินล้าน (2) 31May11 2/3

http://www.youtube.com/watch?v=c99jTO19emU&feature=relmfu คนค้นฅน - ชาวนาเงินล้าน (2) 31May11 3/3

 

 

 http://www.youtube.com/watch?v=MA9pUTqYjyg&feature=related    ปฎิวัติเงียบ การปลูกข้าวแนวใหม่ #1 

http://www.youtube.com/watch?v=-rZdm7VrErs การปลูกข้าวแบบน้ำน้อย เทคนิค SRI

 

การปลูกข้าวแบบ SRI สำหรับเกษตรกรรายย่อย  
      ระบบการผลิตข้าวแบบ SRI หรือ System of rice intensification ได้รับการพัฒนาโดยบาทหลวง Fr. Henri de Laulanie ในขณะที่ทำงานเพื่อปรับปรุงผลผลิตข้าวในประเทศมาดากัสการ์ระหว่างปี 2504 - 38 (Uphoff, 2002) ระบบดังกล่าวนี้เน้นหลักการจัดการสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานขององค์ประกอบต่างๆ ของต้นข้าวให้เกิดการ เกื้อหนุนซึ่งกันและกันจนแสดงออกซึ่งศักยภาพอย่างเต็มที่ ในทางปฏิบัติคือ ย้ายปลูกกล้าข้าวที่อายุ 8 - 10 วัน (ระยะ 2 ใบ) ให้รากได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยใช้ความหนาแน่น 1 ต้นต่อหลุม ที่ระยะตั้งแต่ 25 x 25 ถึง 40 x 40 ซม. ควบคุมการให้น้ำแบบสลับแห้งและเปียก ตั้งแต่ระยะย้ายปลูก จนถึงก่อนออกรวง และปล่อยน้ำท่วมขังที่ระดับ 2 ซม.  
     
 

หลังต้นข้าวออกรวงจนถึงกระทั่ง 14 วันก่อนเก็บเกี่ยว จึงปล่อยน้ำทิ้ง กำจัดวัชพืชด้วยแรงคนโดยถูกลบวัชพืชระหว่างแถวข้าวด้วย "จอบหมุน" ประมาณ 10 วันหลังย้ายปลูก และทุก 10 วัน ประมาณ 3 ครั้ง ตามความจำเป็น งานวิจัยในหลายประเทศได้แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตข้าวโดยวิธี SRI เฉลี่ย 6.8 ตัน/เฮกตาร์ และกลุ่มที่ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 10.5 ตัน/เฮกตาร์ ในขณะที่วิธีการแบบเดิมให้ผลผลิตเฉลี่ย 3.9 ตัน/เฮกตาร์ (http://ciifad.cornell.edu/sri/)

 

 
 
     
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...........................................................................................................
   
       สำหรับในพื้นที่เกษตรกร ได้มีเกษตรกรที่อำเภอแม่แตง และสันทรายร่วมทดลองหลังจากได้มาเยี่ยมชมแปลงทดลองในสถานีในฤดูแล้ง 2544 โดยใช้พันธุ์ข้าว กข 6 และขาวดอกมะลิ 105
     
  ได้จัดทำแปลงสาธิตและปรับการให้น้ำวิธี SRI ใช้พันธุ์ข้าวหอมสุพรรณ และใช้กล้าอายุ 13 วันทั้งสองวิธีการ โดยทำการปลูก 12 เมษายน 2545
     
  นอกจากนี้ได้ปี 2546 ได้ทำการทดลองฤดูฝน โดยใช้กล้าอายุ 14 วันปลูกเดือน กรกฏาคม 2546 ใน สถานีทดลองศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร พันธุ์กข 6 และพนธุ์สันป่าตอง 1  
     
   
 
 

งานทดลองในพื้นที่เกษตรกรบ้านนาเกลือ ต. นาเกลือ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่

 
   
   
    ในฤดูแล้ง 2544 ผลผลิตข้าวโดยวิธีการ SRI เฉลี่ย 4.35 ตัน/เฮกตาร์ ในขณะที่วิธีการปกติเฉลี่ย 4.81 ตัน/เฮกตาร์ (ตารางที่ 1) แต่วิธีการ SRI ใช้น้ำเพียงร้อยละ 30 ของวิธีการปกติในระหว่างช่วงย้ายปลูกถึงระยะเริ่มออกรวง การใช้กล้าอายุอ่อน (17 วัน) ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.76 ตัน/เฮกตาร์ สูงกว่ากล้าอายุแก่ (34 วัน) ซึ่งเฉลี่ย 4.39 ตัน/เฮกตาร์ พันธุ์ข้าวหอมสุพรรณจัดการแบบ SRI ให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการปกติชัดเจนกว่าพันธุ์ข้าวอื่น โดยภาพรวมวิธีการแบบ SRI ไม่ได้แสดงความได้เปรียบด้านผลผลิตต่อวิธีการปกติในฤดูแล้ง 2544


ในฤดูฝน 2544 ผลผลิตข้าวโดยวิธีการ SRI เฉลี่ย 2.19 ตัน/เฮกตาร์ ต่ำกว่าวิธีการปกติ (3.04 ตัน/เฮกตาร์) ไม่ว่าในสภาพที่มีการใช้ปุ๋ยพืชสดทั้งสองชนิด โสนอัฟริกันและปอเทือง (ตารางที่ 2) สำหรับแปลงกลุ่มพันธุ์ข้าวเหนียวและกลุ่มพันธุ์ข้าวเจ้า (ตารางที่ 3) ผลผลิตเฉลี่ยของวิธีการ SRI 2.59 ตัน/เฮกตาร์ ก็ต่ำกว่าวิธีการปกติเฉลี่ย 4.16 ตัน/เฮกตาร์ เช่นเดียวกัน ในฤดูฝนไม่สามารถดำเนินการควบคุมน้ำให้อยู่ในสภาพ SRI ได้ นอกจากนี้ การระบาดของวัชพืชในแปลง SRI จะสูงกว่าวิธีการปกติซึ่งสภาพน้ำท่วมขังควบคุมวัชพืชได้ดีกว่า


งานทดลองในพื้นที่เกษตรกร (ตารางที่ 4) SRI ให้ผลผลิต 3.23 ตัน/เฮกตาร์ ต่ำกว่าวิธีการปกติซึ่งเฉลี่ย 5.23 ตัน/เฮกตาร์ เช่นเดียวกัน การใช้กล้าอายุอ่อน (10 วัน) มีผลให้การออกรวงและสุกแก่ของข้าวไวแสง กข 6 และขาวดอกมะลิ 105 ช้ากว่าวิธีการปกติ 10 วัน
การศึกษาในฤดูแล้ง 2545 (
ตารางที่ 5) ผลของ SRI ในข้าว 3 พันธุ์ หอมนิล K58 และหอมสุพรรณ ให้ผลผลิตต่ำกว่าวิธีการปกติเช่นเดียวกัน โดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.0 ตัน/เฮกตาร์ และ 4.40 ตัน/เฮกตาร์ อย่างไรก็ตามในแปลงสาธิตเมื่อมีการปรับวิธีการให้น้ำโดยรักษาหน้าดินให้ชื้น พันธุ์หอมสุพรรณให้ผลผลิต SRI เฉลี่ย 4.0 ตัน/เฮกตาร์ ในขณะที่วิธีการปกติ เฉลี่ย 3.64 ตัน/เฮกตาร์

โดยภาพรวมแล้ว วิธีการ SRI ที่ดำเนินการทดสอบโดยศูนย์วิจัย ฯ ไม่ให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการปกติ โดยเฉพาะผลผลิตในฤดูฝน SRI จะให้ผลผลิตต่ำกว่าวิธีการปกติมาก เนื่องจากถูกผลกระทบอย่างรุนแรงของวัชพืช

การย้ายปลูกกล้าอ่อนในแปลงที่ทำเทือกแบบนาหว่านน้ำตามจะช่วยให้มีการยึดรากข้าวได้ดีกว่าแปลงที่มีน้ำท่วมขังดังที่มักปฏิบัติกันในวิธีการปกติ การใช้กล้าอ่อน 1 ต้นต่อหลุมให้การเจริญเติบโตและผลผลิตไม่ด้อยไปกว่าการใช้กล้าแก่ ซึ่งวิธีการใช้กล้าอ่อน 1ต้นต่อหลุม ต่อมาได้มีเกษตรกรใน อ.แม่แตงได้นำไปปฏิบัติใน แปลงขยายเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งทำให้การคัดทิ้งต้นปลอมปนทำได้สะดวกขึ้น ความแปรปรวนของผลผลิตเกิดจากการควบคุมน้ำในแปลง SRI ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์

 
     
  ข้อมูลสนับสนุนการปลูกข้าวแบบ SRI

*********************************************************

สูตรน้ำสกัดชีวภาพชนิดสมุนไพร ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูนาข้าว
โดยชัยพร พรหมพันธุ์เมื่อ 22 สิงหาคม 2011 เวลา 22:43 น.
ส่วนประกอบ
ยาสูบ 5 ก.ก
หนอนตายอยาก 5 ก.ก
หัวกลอย 5 ก.ก
บอระเพ็ด 5 ก.ก
หางไหลแดง 5 ก.ก
ตะไคร้หอม 5 ก.ก
เปลือกมังคุด 5 ก.ก
ว่านน้ำ 5 ก.ก
เมล็ดมันแกว 5 ก.ก
ขมิ้นชัน 5 ก.ก
ไพล 5 ก.ก
เมล็ดสะเดา 5 ก.ก
เถามะระ*****นก 5 ก.ก
ฝักคูนแก่ 5 ก.ก
กากน้ำตาล 10 ก.ก
หัวเชื้อ EM 1 ลิตร
วิธีทำ สับส่วนประกอบทั้งหมดให้เป็นชิ้นเล็ก หรือบดให้ละเอียด (ยกเว้นกากน้ำตาลและหัวเชื้อ EM) นำไปใส่ถังพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด ใส่กากน้ำตาลและหัวเชื้อ EM และใส่น้ำให้ท่วมส่วนผสมขึ้นมาประมาณ 15 ซ.ม คลุกเคล้าให้เข้ากันปิดฝาให้สนิท แล้วเปิดคนทุกวันเป็นเวลา 14 วัน จึงจะนำไปใช้ได้
วิธีใช้ อัตราการใช้ 100 – 150 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
การฉีดพ่น ควรจะปฏิบัติในช่วงเช้าแดดอ่อนจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนกากที่เหลือจากการคั้นน้ำหมดแล้ว ให้น้ำไปเทลาดเวลาสูบน้ำเข้าแปลงนา

 
 
กิจกรรม “การทำนาแบบไม่เผาฟาง” แบบชัยพร พรหมพันธุ์
การทำนาแบบไม่เผาฟาง โดยใช้อุปกรณ์ไถนาที่เรียกว่า “ลูกควัก” โดยทั่วไปเมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จเกษตรกรจะเผาฟางเพื่อจะไถ-ย่ำ และเตรียมดินถ้าเป็นเกษตรกรที่ชื่อนายชัยพร พรหมพันธุ์ เกษตรกรตำบลบางใหญ่ จะไม่เผาฟางแต่จะใช้ลูกควักซึ่งมีคุณสมบัติเป็นไถที่ดัดแปลงขึ้นเองสามารถไถและตีดินพร้อมกันแล้วจึงทำเทือกพร้อมหว่านข้าว พื้นที่นา 10 ไร่ ใช้เวลาทำ 5 ชั่วโมง
หลักปฏิบัติ
ไถกลบฟางหลังการเก็บเกี่ยว ครั้งที่ 2 ก่อนน้ำท่วม
หว่าน*****หมูแห้งหลังน้ำลด
ทำเทือก (พร้อมหว่านข้าว) หยดจุลินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินและน้ำ
ข้าวอายุ 7 วันฉีดยาคุมหญ้า
ข้าอายุ 8-9 วัน สูบน้ำเข้านา (รักษาระดับน้ำไว้ถึงข้าวอายุ 30 วัน)
ข้าวอายุ 18 วัน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือเคมี
ข้าวอายุ 19 วัน ฉีดสมุนไพรผสมฮอร์โมนนมสดกับน้ำ*****หมู
อายุข้าว 30 วัน ใส่ปุ๋ยข้าวที่บริเวณต้นแกรนหรือเจริญเติมโตไม่เท่ากับบริเวณอื่น (หลังจากนี้ปล่อยน้ำออกจากแปลงให้แห้ง ดินจะชื้นเล็กน้อย จะทำให้ข้าวแตกกอดีไม่เป็นเพลี้ย ต้นข้าวจะแข็งแรงไม่ล้ม)
ข้าวอายุ 43-44 วัน สูบน้ำเข้านา
ข้าวอายุ 45 วัน หว่านปุ๋ยอินทรย์ผสมปุ๋ยเคมีเล็กน้อย
ข้าวอายุ 46 วัน ฉีดสมุนไพรผสมฮอร์โมนกับน้ำ*****หมู
ข้าวอายุ 60 วัน, 75 วัน ฉีดฮอร์โมนไข่ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มา
ข้าวอายุ 85 วัน ปล่อยนน้ำออกจากแปลงนาให้แห้ง
ข้าวอายุ 95 วัน เก็บเกี่ยว
พันธุ์ข้าว
- อัตรา 20 - 25 กิโลกรัมต่อไร่
- แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยเชื้อราไตรโคเตอร์มา

**********************************************************

 

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 ส.ค. 2554 เวลา 20:48 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

********************************  

   อีกไม่นานจะกลับมาทำนาใหม่ ด้วยวิธีใหม่ ตามหนทาง

   ตามรอยเส้นทางชีวิตโปรแกรมเมอร์โชคชัย

********************************

 

1 ไร่ 1แสน  ระยะเวลา 5-6 เดือน ของ ธกส

จุลินทรีย์สายพันธุ์พิเศษ  ผู้คนพบ อ.กิตติ์ธเนศ  รังคะวรเศรษฐ์

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 ส.ค. 2554 เวลา 20:50 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts
 
ได้ข้อมูลทาง internet  การทำนาอินทรีย์  ชัยพร  พรหมพันธุ์

1. มูลเหตุจูงใจดูงาน

ได้มีโอกาสไปดูงานทำนา ของคุณชัยพร พรหมพันธ์  เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2538  บ้านเลขที่ 31 หมู่ 1 ต.บางใหญ่ อ.บางปลาม้า จ. สุพรรณบุรี 72450 ห่างจาก อ. บางปลาม้าประมาณ  5 กิโลเมตร ภรรยาชื่อวิมล แม่ยายชื่อ ทองโปรย  ยิ้มประเสริฐ

           มูลเหตุจูงใจที่ไปดูงาน เพราะไปค้นหาในอินเตอร์เน็ต ทำนาเกษตรอินทรีย์ แล้วเห็นคำว่า ซุปเปอร์ชาวนา ชัยพร พรหมพันธุ์  ทำนาอินทรีย์ 105 ไร่ ประเด็นที่น่าสนใจจากบทความคือ ทำนา 105 ไร่   2 คน  สามีภรรยาโดยไม่ต้องจ้าง ประดิษฐ์รถควักดินเอง ทำให้ต้นทุนต่ำ ประมาณการณ์จากบทความ น่าจะเป็นนาที่มีต้นทุนต่ำที่สุด คือประมาณ 2000 บาท/ไร่ ไม่รวมค่าเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย แต่กำไรไร่ละหมื่นบาท

 

  1. ปุ๋ยสมุนไพรไล่แมลงใช้กับสวนผลไม้ได้

เพื่อนของแม่ยาย อดีตเป็นเจ้าของโรงเลื่อยไม้ที่ปทุมธานี  มีที่ดินอยู่ที่เชียงราย ก็ยังเอาน้ำสมุนไพรไล่แมลงจากคุณชัยพร ไปฉีดไล่แมลงในสวนผลไม้ ทดแทนยาฆ่าแมลงเคมี เดิม ทีแรก คนสวนที่ไม่ค่อยเชื่อว่าจะได้ผล พอได้ผล ก็ติดใจอยากได้อีก เพราะปลอดภัย และเล่าให้ฟังว่า เคยเข้าโรงพยาบาล หลังฉีดยาฆ่าแมลง เพื่อนแม่ยาย เล่าให้ฟังว่า ที่นาเดิมที มีต้นไมยราบยักษ์ระบาดมาก  ต้องค่อยๆ ทำ ขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ โดยการทำทีละน้อย ตัด ฟัน เผาแล้วใช้ไกรโคเฟต และหมาแดง ฉีดพ่นอีกที การทำทีละน้อย เพื่อทะยอยจ่ายเงินจะได้ไม่ดูเป็นเรื่องใหญ่ ที่สวนก็มี  กระท้อน ลิ้นจี้ ลำไย หากเป็นลำใยก็สามารถขายที่เชียงรายได้ เพราะมีคนซื้อกิน  แต่หากเป็นกระท้อน ไม่มีคนกิน หากจะเอามาขายที่กรุงเทพผลผลิต 4 ตัน ก็ต้องเสียเงินค่าเก็บและค่าขนส่งมากรุงเทพแพงมาก จึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จึงจะมีรายได้จากกระท้อน ทดลองใช้อีเอ็นแค่เดือนเดียว ก็จะมีไส้เดือนในดิน แนะนำว่า คนทางเหนือ ชอบปลาช้อนและปลาหมึกแห้ง หากคิดไม่ออกว่าจะซื้ออะไรไปฝากคนทางเหนือ

 

  1. ต้นทุนทำนาถูกสุดสุดทำได้อย่างไร

การลดต้นทุนทำนาของคุณชัยพร พรหมพันธ์ มีดังนี้

-         ต้นทุนแรงงาน ทำเอง ให้คนอื่นทำ เหยียบข้าวล้มหมด จึงต้องเอาไม้แหวกต้นข้าวไว้เดิน หากตัวเองทำตะแคงฝ่าเท้าเดินอย่างสบายๆ เอายาฆ่าหญ้าลูบข้าวดีด ก็ไม่ไปถูกข้าวดี เหมือนจ้างเขา คนอื่นทำเสียเงิน 600 บาท ทำเองแค่  3 ชั่วโมงก็เสร็จก็จะได้ประหยัดไปแล้ว 600 บาท

-         ต้นทุนค่าเช่านา ไม่มี เพราะซื้อเป็นเจ้าของเอง แรกๆ อาจเช่า พอมีเงินก็ซื้อเลย

-         ต้นทุนค่าปุ๋ย ใช้ปุ๋ย*****หมู มาหมักอีเอ็มใส่*****หมู 4-5 กระสอบ/ไร่ กระสอบละ 20 กก. ซื้อมาใส่รถกระบะปิกอัพของตัวเอง เที่ยวละ 50 ลูก ต้นทุนแค่ 1,000 บาท ใส่ได้ 10 ไร่ ตกต้นทุนปุ๋ย 100 บาท/ไร่ ใส่ปุ๋ย*****หมูแห้งก่อนทำเทือก หรือ พร้อมๆ กับทำเทือก โดยวิธีใส่กระบุ้งลงบนรถอีโกร่ง ปาดนาให้เรียบพร้อมๆกับหว่านปุ๋ยแห้งลงไปด้วย

-         ต้นทุนปุ๋ยน้ำหมักและฮอร์โมน  ก็ทำปุ๋ยน้ำหมักเอง ทำหัวเชื้ออีเอ็มเอง เอามาจากป่าห้วยขาแข็ง นอกจากนี้ยังทำฮอร์โมนไข่  และฮอร์โมนนมสดใช้งานเองด้วย

-         ต้นทุนยาสมุนไพรไล่แมลง ทำเองที่บ้าน ก็ปลูกต้นบอระเพ็ดด้วย ให้ขึ้นตามต้นมะม่วง ไม่ต้องดูแลมาก

-         ต้นทุนปลูกข้าว ใช้วิธีแช่น้ำข้าวเปลือกพันธุ์ 1 คืน พองอก ผสมไตรโคเดอร์ม่า แล้วเอาไปทิ้งเป็นจุดๆ เตรียมหว่านโดยวิธีพ่นกระจายทั้งนา หากทำเองไม่ทัน ต้นข้าวก็ไม่เป็นรากเน่า

-         ต้นทุนพันธุ์ข้าว ให้พันธุ์ข้าวสุพรรณ 60 เมล็ดพันธ์ก็เลือกเกี่ยว เอาต้นที่มีรวงเมล็ดมากๆ ไว้ทำพันธ์ เอามาผึ่งแดดลมให้แห้ง โดยใส่กระสอบปุ๋ยโป่งๆ ให้ล้มระบายได้อย่างน้อยๆ  45 วัน จึงจะปลูกได้ ตอนใช้งานช่วยแช่น้ำไตรโดเคอม่า  จะปาดเอาข้าวลีบเบาลอยน้ำออกไปขาย ไม่เอาทำพันธุ์

-         ต้นทุนไถนา ซื้ออีโกร่ง มาใช้งานเอง ช่วงวิ่งบนถนนก็ เอายางนอกรถยนต์หุ้มไว้เวลาลงนาก็ถอดออก การไถนาจะทำทีเดียว ถึงทำเทือกเลย ไม่มีไถดะก่อน

 

  1. การทำนาหมักปุ๋ย*****หมู เลี้ยงต้นกล้าข้าวอ่อน  18 วัน

สูตรการทำนี้หมักจุลินทรีย์*****หมู

                   *****หมูแห้ง                           1        ส่วน   (20 กก.)

                   น้ำธรรมดา                         10      ส่วน   (180 ลิตร)

                   ใส่อีเอ็มห้วยขาแข็ง              0.5     ส่วน   (1 ลิตร)

                   แช่น้ำ                                         2-3     คืน     (200 ลิตร)

                   ไม่ต้องใส่น้ำตาล

สูตรการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์*****หมู

                   น้ำหมัก                                       1        ลิตร   

                   น้ำธรรมดา                         20      ลิตร

                   ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เมื่อข้าวอายุได้ประมาณ 18 วัน

 

  1. การทำฮอร์โมนนมเลี้ยงต้นอ่อน 18 วัน

สูตรการทำหมักฮอร์โมนนม

บีทาเก็นหรือยาคูลน์ (นมเปรี้ยวจุลินทรีย์)   1 ขวด

              นมจืด                                             1 กระป๋อง

               แป้งข้าวหมาก                                  1  ลูก

หมัก  3 วัน จนมีกลิ่นหอม

สูตรการใช้

     นำน้ำสมุนไพรไล่แมลงผสมน้ำหมักฮอร์โมนนม  ฉีดบำรุงต้นข้าว และไล่แมลงไปพร้อมๆ กันจนได้ไม่เปลืองแรงงาน

 

  1. เร่งดอกออกรวงด้วยฮอร์โมนไข่ (ข้าว 45 วัน)

          สูตรการทำ ฮอร์โมนไข่

          - ไข่ไก่หรือรกวัวแทน           5  กก. (ไข่ประมาณ  100 ฟอง)

          - กากน้ำตาล                      5  กก.

          - ลูกแป้งข้าวหมาก              1  ลูก

- ยาคูลน์ หรือบีทาเก็น หรือนมเปรี้ยว  1 ขวด

 วิธีการทำ

นำไข่ไก่ทั้งฟอง ปั่นให้ละเอียดแล้ว แล้วนำไปใส่ภาชนะ ผสมการน้ำตาลคลุกเคล้าให้เข้ากัน ต่อจากนั้นบดแป้งข้างหมากให้ละเอียดแล้วผสมกับยาคูลน์และนมเปรี้ยว แล้วนำไปบรรจุใส่ถังพลาสติก แล้วคนให้เข้ากัน แล้วปิดฝาหมักทิ้งไว้ 14 วัน โดยจะต้องเปิดคนทุกวัน จึงนำไปใช้ได้ ถ้าหมักนานเกินไป จะทำให้แห้งจะต้องเติมน้ำมะพร้าวอ่อน ที่มีเนื้อเป็นวุ้น  2 ลูก

สูตรการใช้งาน

             เมื่อข้าวอายุ 45 วัน จะเริ่มตั้งท้อง  100 ไร่ ใช้ฮอร์โมนประมาณ  5 กก. โดยใช้  30 ซซ. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น

          หลังออกรวงแล้ว จะฉีดฮอร์โมนไข่ อีกครั้งก็ได้ การฉีดพ่น  10-15 วันต่อครั้ง และควรฉีดพ่นขณะแดดอ่อน หรือในช่วงเช้า เพราะกลัวว่าจุลินทรีย์จะตายจากความร้อน

 

 

 

  1. การทำเทือก

ลูบเพื่อกดให้ระดับเรียบ นามีน้ำ ให้ไล่ดินก่อนแล้วลาก ตั้งระดับได้ มีกระดานลูบหลังเสมอเลย  หากท้องนาเสมอเรียบ จะใช้น้ำเข้านาน้อย ไม่เปลืองน้ำค่าสูบน้ำ คุมน้ำคุมหญ้าได้ง่าย และป้องกันน้ำแห้งเป็นจุดๆ ในที่ดอน

น้ำเข้านาวันที่ 7-25   ของวันปลูกข้าว  หลังจากวันที่ 25  แล้ว  ปล่อยให้น้ำในนาแห้งเอง

 

  1. การหว่านข้าว

เอาข้าวเปลือกแช่ลงไปในน้ำในปลอกบ่อที่เตรียมไว้ใส่น้ำ  70% ที่ใส่เชื้อไตรโคเดอร์ม่าไว้แล้ว เอาข้าวเปลือกลอยๆ ออกทันที เพราะเป็นข้าวเบาข้าวล้ม ไม่มีน้ำหนักแช่ไว้  1 คืน แล้วตักใส่กระสอบปุ๋ย เอาไปค้างที่นาได้เลย วางกระสอบไว้เป็นจุดๆ ทั่วแปลง

     การหว่านใช้วิธีหว่านเครื่อง เป็นเครื่องพ่นหว่านโดยถอดลิ้นให้ล้มลง เอาตัวกันน้ำออก

          เครื่องหว่านเหมือนกัน 2  เครื่อง เอาไว้หว่านปุ๋ยแห้งปุ๋ยเม็ด และเอาไว้หว่านข้าว  1 เครื่อง

อีกเครื่องลิ้นปิด ก็จะพ่นปุ๋ยน้ำ พ่นน้ำหมัก พ่นน้ำสมุนไพร น้ำฮอร์โมนได้

พ่นเครื่องหนึ่งๆ  ห่างจากตัวผู้พ่นประมาณ  7 เมตร อัตราการใช้ข้าวเปลือก  2.5  ถัง/ไร่

หว่านไม่หมดก็ไม่เป็นไร หากไม่แช่เชื้อไตรโคเดอร์ม่า ข้าวเปลือกจะขึ้นรา  ข้าวที่แช่แล้ว  1 คืน วางทิ้งไว้ในกระสอบชื้น จะเกิดตุ่มตา หากความชื้นหมด ตาจะหด จะใช้อีกก็จะนำกระสอบข้าวเปลือกแช่น้ำอีก เรียกตุ่มตาใหม่ก่อนเอาไปใช้งาน

 จำไว้ข้าวล้มให้เอาออกเลย เอาไว้ไม่ดีเพราะอาหารน้อยมีแค่ครึ่งเมล็ด เติบโตไม่ดีแล้ว เมล็ดลีบก็จะออกลูกเป็นเมล็ดลีบเช่นกัน

     การแช่น้ำ แค่น้ำเปล่าก็พอ ไม่ต้องใช้น้ำเกลือเพราะแค่น้ำเปล่าก็คัดเมล็ดนั้นออกไปมากแล้ว ต้องรีบตักข้าวลอยน้ำออก เพราะทิ้งไว้นาน ๆ ข้าวจะจมลงเพราะอุ้มน้ำเต็มที

 

  1. แก้ปัญหาเพลี้ยไฟในนาข้าว

ใช้สมุนไพรไล่แมลง ก็จะเหลือตัวหำตัวเบียน คอยกินเพลี้ย

อีกเทคนิคหนึ่งคือ อย่าหว่านข้าวหนาไป  จากเดิม  4-5 ถัง/ไร่ หนาไป ลดเหลือ  2.5 ถัง/ไร่ ก็พอดี หากต้นข้าวหนา แดดจะร่ม มีร่มเงามาก เพลี้ยชอบความชื้นและร่มเงา หากหว่านให้บาง  เพลี้ยจะหมดไป

          เป็นชาวนาต้องหมั่นเป็นนักสังเกตุ เคยทำนา  3 แปลง ทำแปลงต้นน้ำก่อน แล้วไล่น้ำลงมาแปลงสองและไปแปลงสาม

บังเอิญข้าวงอกครึ่งเดียว ทั้งๆ ที่หว่านหนาคิดว่าจะรื้อนา หว่านใหม่ แต่ทำใจไหนๆ ก็ไหนๆ ก็เลยปล่อยไปแบบข้าวนาดำ แรกๆ ดูข้าวบางๆ ไม่เต็มนา รู้สึกเบาๆ ไม่มั่นใจ ว่าข้าวต้องได้น้อยแน่ แต่ตรงกันข้ามหว่านไว้หนา กลับได้ข้าวถัง/ไร่ น้อยกว่าหว่านบางอีก ก็เลยหันมาหว่านแบบบางๆ  ตั้งแต่นั้นมา

 

  1. ต้นทุนทำนา

เดิมทีมีแค่  30 ไร่  พอต้นทุนต่ำก็มีกำไรมาก ก็ขยายนา ซื้อไปเรื่อยๆ จนได้ 107 ไร่

ต้นทุนปี 2550 ประมาณ 2,000 บาท/ไร่  ปี 2551 ประมาณ 2,500 บาท/ไร่ เพราะราคาน้ำมันขึ้น   ต้นทุนนี้ไม่รวมค่ารถเกี่ยวข้าว (รถอุ้ม) กำไรไร่ละ 10,000 บาท หากปีไหนได้ผลผลิตมากกว่า 100 ถัง/ไร่ จะซื้อเครื่องประดับให้กำลังใจตัวเอง ในส่วนที่เกิด 100 ถัง/ไร่

ทำนา  10 ไร่ เท่ากับเงินเดือน 5,000-10,000 บาท/เดือน ทำ 2 รอบ/ปี ที่สุพรรณบุรี ดังนี้

          รอบแรก         ธันวาคม-เมษายน

          รอบสอง        พฤษภาคม-กันยายน

          พักให้น้ำท่วม  ตุลาคม-พฤศจิกายน

 

  1. การรักษาดินนา

ให้ตรวจดินดูโดยการเดินย่ำนา หากนุ่มเท้าดินจะดี เพราะประกอบด้วยฟางจุลินทรีย์มากมาย   หากเป็นดินแย่ จะแข็งกระด้าง เดินไม่สบายเท้า มักเกิดจากการเผานาแบบรุนแรง คือ เผาขณะลมนิ่ง

          ยามจำเป็นต้องเผาฟาง  จะใช้เทคนิคการเผาฟางแบบลอกผ่าน โดยเลือกช่วงลมแรงๆ ไฟจะเผาฟางแบบผ่านๆ เผาไม่หมด

 

  1. การทำเทือกโดยวิธีควักดิน

รถควัก ทำงาน  10 ไร่/วัน ดินนิ่มและยกเท้าเปื้อน ข้าวอายุ 45 วัน  เปิดน้ำทิ้งก่อนปลายข้าวเหลืองให้แห้งก่อน 

รถทำเทือกแบบที่ขายกัน จะตัดดินจนเละ  ดินข้างใต้ถูกตัดเสมอกันหมด  และพื้นแข็ง    สู้ควักเป็นจุด จะดีกว่า

 

  1. ใส่ปุ๋ย*****หมูช่วงข้าวอายุ 45 วัน

ช่วง 45 วัน หากข้าวออกรวงช้า ให้เอา*****หมูแห้งใส่กระสอบวางขวางน้ำเข้านา ให้น้ำชะล้าง ละลายออกไป ใช้ประมาณ*****หมู  1  กระสอบ/ไร่

หนที่ 2 อายุข้าว 50-55 วัน ใส่ปุ๋ยอีก

หากเมล็ดข้าวเล็กไป ให้บำรุงเมล็ดข้าวโดยฉีดฮอร์โมน

                   - ฉีดพ่นฮอร์โมนก่อนข้าวออกรวง     1 ครั้ง

                    - หลังออกรวงแล้ว ฉีดพ่นฮอร์โมน    1 ครั้ง

เกสรตัวเมียข้าวจะเปิดปากช่วง  9 โมงเช้าถึงบ่าย  2 ช่วงนี้  ห้ามฉีดพ่นฮอร์โมนหรือปุ๋ยใดๆ เพราะเมล็ดข้าวจะอมสารเข้มข้นเข้าไป เมล็ดจะแตก 

 

  1. ทำนาข้าวไร้สารเคมีฉีดแล้วเทียวต่อได้

ทำนาข้าวไร้สารเคมี ไร้พิษภัยอันตรายฉีดเสร็จก็ไปช่วยงานสังคมได้ต่อเลย

 

  1. ปราบหอยเชอรี่ด้วยนก

หอยเชอรี่ไม่มี เพราะนกกินหมด หลังจากทำเทือกแล้ว ปล่อยน้ำแห้ง นกจะลงมากินหอยในนา นกกินหลังทำเทือกเลย  กิน 1- 2 วัน หอยก็หมด แล้วนกจะไม่มาลงนาอีก เพราะอาหารหมด หากในนามีหอยอยู่ มีต้นกล้าอ้วน นกจะเดินย่ำกล้าอ่อน ทำให้ต้นกล้าตายได้ พอนกกินหอยหมด ก็จะไม่มาลงนาอีก เพราะรู้ว่าอาหารหมดแล้ว จากนั้นก็ค่อยหว่านข้าวลงนา

          การแหวกร่องน้ำ บางคนนิยมสวยงามดี ใช้แหวกเป็นเส้นคู่ขนานไปเลย ในทางประหยัดแรงงาน  ก็ไปดูว่าน้ำขังอยู่ตรงไหน ก็ลากแหวกเฉพาะตรงนั้นให้น้ำระบายออกไป ไม่เน้นความสวยงาม เน้นหน้าที่ร่องน้ำ ปลูกข้าวขึ้นหมดก็จะปกคลุมบังมิด ไม่เห็นร่องน้ำแล้ว

 

  1. ทำอย่างไรให้ข้าวกินอร่อย

ช่วงข้าวออกรวงต้องปล่อยให้น้ำแห้ง ข้าวจะหอมคล้ายๆ วิธีเดียวกันกับผลส้ม หน้าแล้งรสเฉียบกว่าฤดูฝน

ข้อมูลนี้พบโดยบังเอิญ หว่านข้าว  3  เดือนครึ่ง หวิดน้ำไปอีกแปลงด้านท้าย  15 ไร่ น้ำไม่พอ ปรากฏว่าข้าวหอม ไม่ได้ทำอะไรเลย สรุปว่า ข้าวจะหอมต้องอดน้ำ ข้าวหอมปทุม หอมเพราะอดน้ำ

ข้าวหอมมะลิ มีบางคนเอาหอมปทุมไปปน  หอมปทุมเป็นนาปรัง  100  ถัง/ไร่ แต่หอมมะลิเป็นนาปี  60  ถัง/ไร่

 

 

 

  1. ดูแลแมลงศัตรูข้าว

มีแมลงมีหนอน ช่วงแรก หนอนจะห่อใบข้าว และมีเพลี้ยกระโดด ในนาข้าวอินทรีย์มีแมลงบ้าง แต่ไม่เสียหายใบหักไปบ้างไม่เป็นไร อย่ามากินรวงข้าว ก็แล้วกัน เพราะเราทำนาเองรวงข้าวเมล็ดข้าว  ไม่ใช่เอาใบข้าว

หนอนกินใบลงนามากๆ นกจะรู้ แล้วลงมาหาหนอน  กินแล้วนกจะเหยียบรวงข้าวหัก

ต้องฉีดสมุนไพร ได้ผลแน่นอนอยู่ที่ใจว่ามั่นใจในสมุนไพรไล่แมลง สมุนไพรต้องเก็บสะสม   ที่ใช้บ่อยๆ ก็มี บอระเพ็ด ผักคูณ สะเดา ยาสูบ (ยาฉุน) หางไหล (โลตั๋น)

 

  1. การจัดการข้าวพันธ์

การเก็บข้าวพันธุ์จากการทำนาของตัวเอง เป็นพันธุ์สุพรรณ 60 ดูที่รวงแก่หน่อย เมล็ดสุขเหลืองทั้งรวง  ไม่มีต้นหญ้าอยู่ใกล้ๆ เกรงว่าจะเอาเมล็ดหญ้าปนมาด้วย เกี่ยวเสร็จ ก็เอามาตากแดด  1-2 วัน ขึ้นอยู่กับแสงแดดอ่อนแก่   จัดเก็บใส่ถุงปุ๋ยไว้

          การใช้ข้าวพันธุ์ไปปลูก ต้องเก็บอย่างน้อย 3  สัปดาห์ (21) วัน  จึงเอาไปใช้ได้เลยช่วง  30-45 วัน    % การงอกของเมล็ดข้าวจะสูงสุด

การเก็บข้าวพันธุ์เอง ช่วยทำให้ประหยัด ค่าพันธุ์ไม้ไว้ และสามารถปรับปรุงพันธุ์ข้าวเองได้

ในท้องตลาด  หากเราขายข้าวเปลือกเพื่อกิน  110 บาท/ถัง แต่หากเราไปซื้อพันธุ์ข้าวมา ราคาจะเป็น  250  บาท/ถัง หรือแพงอีกเท่าตัว  และอาจควบคุมความเก่าใหม่ของเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ หรือมีข้าวอื่นปลอมปน หรือมีข้าวดีข้าวเสียปนมามาก หรือข้าวอายุเกิน ไม่ได้ อาจได้ข้าว  4  เดือน แทนข้าว  3  เดือน คนอื่นเก็บเกี่ยวหมดแล้ว ตัวเองยังไม่ออกรวงเลย จะช้ำใจ เพราะถูกเพื่อนชาวนาแปลงข้างๆ ถามเอา

ข้าว  4   เดือน มี ข้าวหอมปทุม  35  ข้าวปทุม 1 ข้าวพิษณุโลก  ข้าว 3 เดือน ก็มี ข้าวรวงทอง  ข้าวราชินี ข้าวพวงทอง แต่คุณชัยพร เลือก ข้าวสุพรรณ   60

          ข้าวสุพรรณ  60  นั้น  อายุตามฤดูกาลที่ปลูก

          ฤดูแรก          อายุ    90      วัน

          ฤดูสอง                   อายุ    107    วัน

ข้าวเปลือกแบ่งเป็น 3  ส่วน คือ ข้าวเปลือกขายโรงสี ข้าวเปลือกเก็บไว้สีกินเอง และ ข้าวเปลือกทำพันธุ์

ข้าวเปลือกที่เก็บไว้กิน 1   ถัง จะสีเป็นข้าวสารได้ 0.6  ถัง ให้คำนวณ ให้เพียงพอในการกินทั้งปี อาจเผื่อแจกจ่ายญาติด้วยก็ได้

 

  1. จงทำใจเมื่อทำนาอินทรีย์

คนเริ่มทำนาอินทีรย์ใหม่ๆ จะมีปัญหามาก มีชาวนาอยุธยา จะโทรมาถามถึงคุณชัยพรบ่อยๆ   พอติดปัญหาก็โทรมาถาม แล้วก็เอาไปปฏิบัติ ได้ผลเกินคาดจริงๆ

ทำนาอินทรีย์ ต้องทำใจให้ได้ หากต้นข้าวไม่งามใบไม่เขียว ปุ๋ยเคมีพอช่วยได้บ้างในช่วงแรกๆ แต่อย่ามาก เพราะชาวนาจะชินต่อการทำให้ใบข้าวเขียว แต่สารเคมีฆ่าแมลงให้ห้ามเด็ดขาด

ข้าวใบงามเกินไป เมล็ดลีบ  ให้สังเกตุดู เขาเรียกว่าบ้าใบ หรือวัวพันธุ์เนื้อตัวใหญ่แต่น้ำนมน้อย  แต่วัวพันธุ์นม ตัวจะเล็กกว่า แต่ให้น้ำนมมากกว่า ข้าวใบรวงสั้น เมล็ดจะแกร่ง เมล็ดจะเต็มเปลือก

ใบข้าวนาอินทรีย์ใบจะคมบาดขาลายไปหมด

 

  1. แนวคิดจูงใจตัวเองให้ทำเองดีกว่าจ้าง

ทำนาทั้งปี  2   ครั้ง ช่วง  3  ว่าง 3  เดือน รอน้ำท่วม นับวันแต่ละรอบทำนา วันทำงานจริง 30 วัน  นั้นคือ ทำงานทั้งปี แค่ 60 วัน/ปี วันว่างมีมาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงแต่*****เกียจทำ ไปจ้างเขาหมด ลองทำเองบ้าง

ไปจ้างเขาฉีดพ่นปุ๋ยใบ  10 ไร่ เขามา 2 คน ทำแค่ 2  คน หมดไป 500 บาท ลองมาทำเองเสียเวลาแค่  3   ชั่วโมง ครึ่งวัน ประหยัดได้  500  บาท

เราทำเองอาจเร็วกว่า เพราะเราทำไปคิดไปว่าจะลดขั้นตอนงานให้น้อยลงอย่างไร สำรวจแปลงนาไปด้วย ประสิทธิภาพมากกว่า ระมัดระวังมากกว่า เพราะเป็นเจ้าของเอง การเดินก็ไม่เหยียบต้นกล้า จนเสียหาย คนอื่นเขาระวังน้อยกว่า

          การบนไว้กับตัวเองและภรรยา ว่าหากเกิน 100  ถัง/ไร่ (1 เกวียน/ไร่) จะขอส่วนเกินไปซื้อเครื่องประดับทองคำมาแต่งตัวแล้ว หากทำไม่ถึงก็อด ท้าท้ายตัวเอง หากจ้างคนอื่น ไม่มีทางทำได้มาก ต้องทำเอง จึงเกิดพลังใจในการทำงาน  มากกว่าจ้าง

ชาวบ้านเพื่อนบ้านไม่เชื่อว่า ทำนาได้มากกว่า  100  ถัง/ไร่ ต้องเก็บกากตั๋วขายข้าวมาให้ดู

                   แนวคิดเรื่องปุ๋ยเคมี  มีพนักงานขายมากระตุ้นให้ชาวนาซื้อมากๆ แล้วมีชิงรางวัลเลี้ยงโต๊ะจีนพาไปดูงานต่างประเทศ  อย่าใจอ่อน ให้ทำเองใช้เกษตรอินทรีย์ อยากเที่ยว ก็ให้เก็บเงินไปเที่ยวเอง เขาต้องกำไรมากๆ มิเช่นนั้นเขาจะเอาโต๊ะจีนมาเลี้ยงได้อย่างไร ต้องคิดว่าเขาฟันเรา จะได้มีฤทธิ์สู้ ไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ ซึ่งต้องตอบโต้  โดยการต่อสู้  ทำปุ๋ยใช้เอง  ไม่ยอมซื้อเด็ดขาด

 

 

 

  1. แรงดลใจให้เป็นชาวนาอินทรีย์

ตอนนี้เป็นชาวนาเกษตรอินทรีย์ไปแล้ว รับนักศึกษาเกษตรมาฝึกงาน โดยไม่คิดเงินเลย เลี้ยงอยู่เสร็จ มาจากมหาวิทยาลัยเกษตรบางแสน และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แรงดลใจ  มีดังนี้

-         มีอาจารย์ด้านเกษตรมาช่วยสอนเรื่องทำนาให้

-         คนโบราณยังไม่เห็นใช้ยาเคมีเลย ยังทำนาได้

-         นาปรังบอกว่าทำนาไม่พอกิน ลองไม่ทำอะไรเลย ก็เห็นได้ผลผลิตออกมาพออยู่ได้

-         ข้าวนาเพลี้ยลง บางคนถึงกับถอดใจ เอาน้ำออกจนนาแห้ง  ปรากฏว่าข้าวรอด เพราะเพลี้ยอยู่ไม่ได้ เพราะร้อนและขาดความชื้น

-         ลองฉีดสมุนไพรดู ปรากฏว่าข้าวเต็มเมล็ดดี

-         ทำใจได้ อยากลองดู เพราะเป็นคนช่างคิดช่างสังเกตุ มีนิสัยเป็นนักทดลองอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว

 

  1. ลองทำนาอินทรีย์ดู

ทำนาอินทรีย์มาแล้ว ประมาณ  25 ปีมาแล้ว แรกๆ ก็ทดลองน้อยๆ ก่อน  8  ไร่เป็น

นาอินทรีย์ ที่เหลือ 14 ไร่ เป็นนาเคมี ปรากฏกว่านาเคมีมีเพลี้ยมาก นาเคมีกับนาอินทรีย์

เป็นคนละเลนกัน ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง จุลินทรีย์ในนาอินทรีย์ พอกับมาที่นาเคมี จุลินทรีย์ถูกสารเคมีก็ตายหมด

เชื่อราที่ใช้  ก็มี

-         เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (ราเขียว) ใช้ตรวจเมล็ดพันธุ์ และฉีดพ่นฆ่าเชื้อราสนิมใบข้าว

-         เชื้อจุลินทรีย์ห้วยขาแข้ง (อีเอ็ม)  เพาะหัวเชื้อจุลินทรีย์เอง โดยไปเอาจากป่าห้วยขาแข้ง อุทัยธานี ลักษณะนุ่มเป็นแผ่น หอมคล้ายเห็ด  อีเอ็มนี้มาทำเป็นอีเอ็มผงก่อน เก็บเอาไว้ โดยใช้ไปขอบบ่อเอาฟางคลุม เอาฝาปิดอีกที แล้วเอาไปใช้เป็นอีเอ็มน้ำ ใช้มาหลายปีแล้ว ยังไม่หมดเลย  ใครมาขอก็ยกให้ฟรีๆ อีเอ็มเราหมักไว้ย่อยฟางข้าวในนา และหมัก*****หมู และสมุนไพรไล่แมลง

 

  1. การทำอีเอ็มจากห้วยขาแข้ง

เอาเชื้อราจากห้วงขาแข้ง ในลักษณะดินโป่ง ใช้วัสดุฟางข้าว ใบไผ่ ลำ แกลบ กากน้ำตาล น้ำธรรมดา ผสมกันแล้วราดให้ชุ่ม คลุกเคล้าให้ทั่วขณะราดน้ำ เอากระสอบป่านคลุมความชื้นไว้ จนเริ่มออกใยขาว แสดงว่าเชื้อเกิดแล้ว ปล่อยให้อยู่ในดินจนแห้ง โดยเก็บใส่ขอบบ่อที่อยู่ในร่มไม้ เอาฟางแห้งคลุม  เอาฝาปิดกระสอบป่าน อย่าให้ถูกแสงแดดและอย่าให้ร้อน 

เอาเชื้อแห้งผงใส่ถุงตาข่าย ไปใส่ในถังน้ำเปล่า ที่ใส่กากน้ำตาล แช่ถุงตาข่ายไว้ 4-5 วัน เชื้ออีเอ็มก็จะขยายลงในอยู่ในน้ำแทน โดยใส่ถังเขียนปิดฝาไว้  100  ลิตร

 

  1. การทำแผนนาอินทรีย์

แรกๆ เราใช้ปุ๋ยเคมีอยู่ เราใส่ปุ๋ยอะไรบ้าง มีไร่แล้วค่อยๆลดลง

การทำนาอินทรีย์มี  2  วิธี คือ

-         ทำนาอินทรีย์บางส่วนสัก 5-10% ของพื้นที่ที่เหลือเป็นนาเคมี แล้วค่อยๆ  ขยาย พื้นที่นาอินทรีย์จนเต็มแปลงภายในกี่ปี ตามที่แผนเรากำหนดไว้

-         ทำนาอินทรีย์ทั้งหมดทั่วพื้นที่ โดยกระบวนการ ลดเคมีฆ่าแมลงก่อน แล้วมาใช้สมุนไพรแทน จากนั้นก็ค่อยๆ ลงปริมาณปุ๋ยเคมีลง โดยทดแทนตัวปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์ชีวภาพ ให้มาก

พื้นที่ทำนาเคมีเสียและเสื่อมโทรมมากๆ ก็จะฟื้นยากหน่อย จะปรับตัวไม่เท่ากัน อีกอย่างนี้เคมีจากแปลงอื่นใกล้เคียงก็ไหลเข้ามา เพราะมีการถ่ายน้ำนาจากแปลงโน่นไปใส่แปลงนี้ หรือใช้คลองห้วยร่วมกัน ให้ลองเอาดินและน้ำไปตรวจดูสารปนเปื้อนโลหะหนักมีพิษ  เคมีฆ่าแมลง

ให้เลิกใช้เคมียูเรียเลย เพราะมีแต่ใบและเป็นโรคง่าย ให้ใช้สูตรเคมี 16-20-0 ไปก่อนแล้วค่อยๆ ลดลง

 

  1. สมุนไพรฆ่าแมลงตัวเก่ง

เมล็ดมันแกว   :- ฤทธิ์แรงฆ่าแมลงได้เร็ว ฆ่าหนอน บดแล้วให้สุนัขกิน อาจตาย 

    ได้

กลอย            :- จะมีฤทธิ์เมา ฆ่าแมลงและหอยได้

 

  1. ชาวนาต้องเก่งเครื่องจักรจึงจะลดต้นทุนได้

เคยมีอาชีพหล่อเสาปูนขาย มีรถบรรทุกสิบล้อวิ่งข้าว เคยเป็นช่างอู่ จึงมีความรู้เรื่องช่าง

หากทำเองมีพื้นที่มาก ทำไม่ทันฤดูกาลและเวลาที่ให้ จะจ้างก็แพง ปกติทำนาเขาจะจุดไฟตอซังก่อนแล้วไถ  เห็นว่าไม่ดีก็เปลี่ยนวิธีใหม่

          เริ่มจากการทำแบบไถกลบฟาง  เห็นข้าวงามดี เพราะมีปุ๋ยจากฟาง ก็เลยประดิษฐ์รถควัก วิ่ง  3  ที ก็เสร็จแล้ว ทุ่นแรงเครื่องมือทำแรง

วิธีการทำเทือกที่รวดเร็วลดงาน

1.     หลักการ

-         จุดเลี้ยวพื้นจะไม่เสมอ เนื่องจากล้อบิดเป็นแอ่งลึก หากเลี้ยวเป็นวงแคบ ดังนั้นการเลี้ยวต้องเป็นวงกลม

-         ใช้คลื่นน้ำ กระแทกดินที่เป็นเลนพอดีๆ เรียบเอง ใช้หลักธรรมชาติช่วยทำงานให้

2.     วิธีการทำ

-         เริ่มจากแบ่งพื้นที่เป็น 2 ซีก

-         วิ่งผ่ากลางแปลง จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ใช้แนวตรง

-         เมื่อชนสุด ให้เลี้ยวขวา (ด้านขวาแปลง) ตั้งฉากไปจนสุดแปลงนาแล้ววิ่งกลับมาใช้เส้นเดิม

-         พอเจอเส้นกลางก็ทำเทือกทางขวาของเส้นกลาง

-         วิ่งมาสุดอีกด้านของเส้นผ่ากลาง ก็เลี้ยวไปทางขวา (ด้านซ้ายแปลง)

-         วิ่งสุดก็วิ่งกลับมาจนเส้นกลาง

-         แล้วทำเทือกด้านซ้ายเส้นกลาง

-         แล้วทำซ้ำๆ ในลักษณะตัวเอส-ฉาก

-         เส้นกลางก็จะเป็นพื้นที่ขยายไปซ้ายขาวเรื่อยๆ

-         ดินเทือกก็จะถูกกระแทกไปเรื่อยๆ จนเรียบ

-         สุดท้ายให้ทำเทือกเรียบโดยวิ่งตามกรอบ รอบแปลงนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. สูตรน้ำสกัดสมุนไพรป้องกันและกำจัดแมลงและศัตรูข้าว

สมุนไพรจำเป็นแต่ละชนิดอย่างละ  5   กก. ดังนี้

ยาสูบหัวกลอย หนอนตายอยาก บอระเพ็ด หางไหลแดง เปลือกมังคุด เมล็ดมันแกว ขมิ้นชัน ไพล เปลือกสะเดา สมุนไพรเหล่านี้ สามารถปลูกเองได้รอบๆบ้าน จะได้ไม่ต้องซื้อหา

สมุนไพร (หากมี) แต่ละชนิดอย่างละ 5 กก. ดังนี้

ตะไคร้หอม  ว่านน้ำ ลูกมะกรูด เถามะระ*****นก ฝักคูณแก่

ใช้กากน้ำตาล  10  กก. หัวเชื้ออีเอ็ม 1 ลิตร หากกากน้ำตาลต้องซื้อ ก็ปลูกอ้อยสัก  1 งาน ก็สามารถใช้แทนกากน้ำตาลได้

วิธีทำ  สับส่วนประกอบทั้งหมดให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้ละเอียด (ยกเว้นกากน้ำตาลและหัวเชื้ออีเอ็ม) นำไปบรรจุในถังพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด ใส่กากน้ำตาล อีเอ็มและน้ำ  โดยให้ท่วมส่วนผสมขึ้นมาประมาณ 15  ซม. คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิทแล้วเปิดคนกวนทุกวัน เป็นเวลา 14 วัน จึงจะนำไปใช้ได้

          การใช้ อัตรา 100-150   ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร การฉีดพ่น ควรทำในช่วงเช้า จึงจะมีประสิทธิภาพสูง ส่วนกากที่เหลือ จากการคั่นน้ำหมดแล้ว ให้นำไปเทลาดเวลาสูบน้ำเข้านา

 

  1. การผลิตเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ชนิดสด

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า มาใช้ตอนแช่ข้าวพันธุ์ก่อนปลูก และรักษาโรคเพลี้ย  โรครากเน่าได้ ตลอดจนเพิ่มฟอสเฟตในดินได้

          การเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อ มีดังนี้

-         หุงปลายข้าวด้วยหม้ออุ่นข้าวไฟฟ้า ไม่นิ่มไม่แข็ง พอข้าวสุก ก็ใช้ทัพพีซุบขณะร้อน

-         ตักปลายข้าวสุกขณะร้อน ระวังเชื้ออื่นเข้าใส่ในถุงพลาสติกทนร้อน 8X12 นิ้ว หรือ 250  กรัม/ถุง

-         กดข้าวให้แบนพับปากถุง รอจนข้าวอุ่นเกือบเย็น

การใส่หัวเชื้อไตรโคเดอร์ม่า

-         ใช้เหยาะหัวเชื้อลงในถุงข้าวในที่ลมสงบ 2-3  ครั้ง หรือประมาณ 1 กรัม/ถุง

-         รัดยางตรงปากถุงให้แน่น เขย่าหรือบีบเบาๆ ให้เชื้อกระจายทั่วถุง

-         สวมถุงให้ปากถุงพองอากาศ แล้วใช้เข็มแหลมแทงบริเวณรอบๆ ปากถุงที่ยางรัดไว้

การบ่มเชื้อราไตรโคเดอร์มา

-         กดข้าวในถุงให้แน่น ห้ามวางถุงซ้อนทับกัน ดึงกลางถุงให้พองออก ไม่ให้ถุงติดข้าว ให้อากาศเข้าได้

-         บ่ม 2 วัน โดยวางถุงในห้องที่ปราศจากมด ไร และ สัตว์อื่น ๆ อากาศไม่ร้อน ไม่ถูกแสงแดด แต่มีแสงสว่าง  6-10 ชั่วโมง/วัน หากแสงไม่พอใช้หลอดนีออนช่วยแทน

-         ครบ  2  วัน บีบเขย่าข้าวที่มีเส้นใยให้แตก วางถุงในที่เดิม ดึงถุงให้อากาศเข้าอีกเหมือนเดิม

-         บ่มต่ออีก  4-5 วัน บีบดึงถุงอีก

-         ครบ 15 วัน จึงนำไปใช้

 

ปัญหาที่พบ

-         เชื้อขึ้นขาวแต่ไม่เขียว ข้างแฉะไป ต้องลดน้ำหุ้งข้าว

-         ปากถุงราเขียวก้นถุงราขาว อากาศไม่พอแสงไม่พอ ให้เจาะรูเพิ่มให้ใช้ไฟนีออนช่วย 

-         เกิดหยดน้ำในถุง วางถุงข้าวในที่ร้อน ให้วางในที่เย็น

-         เชื้อดำเสียในถุงข้าว มีจุลินทรีย์ปนเปื้อน ต้องทิ้งถุงข้าวโดยไม่ต้องแกะ

-         เชื้อเขียวแล้วกลายเป็นเชื้อขาว เชื้ออายุเกิน 7 วัน ให้บ่มเชื้อครบ 7 วัน แล้วเก็บถุงเชื้อในตู้เย็น

-         เกิดการปนเปื้อน เชื้อราไตรโคเคอร์ม่ากลายพันธุ์

 

  1. วิธีการดูว่าเป็นนาอิทรีย์แล้ว

1.     สัมภาษณ์ แนวคิดชาวนา

-         มีความรู้เรื่องจุลินทรีย์ ทำนาอินทรีย์

-         ตอบปัญหาได้ในมุมของเกษตรอินทรีย์ จุลินทรีย์ชีวภาพได้ ในเรื่องลดต้นทุนปุ๋ย ยาฆ่าแมลง วัชพืช เนื้อดิน

-         สามารถบอกเวลาข้าวปิดเปิดเกสรตัวเมียได้

-         ค้นหาวิธีการลดงานลงโดยวิธีการตัดหรือรวมขั้นตอนการทำนา

-         วิธีการทำนาในแต่ละขั้นตอนสอดคล้อง

-         ผลงาน ผลผลิต

2.     เยี่ยมบ้านชาวนา

-         พบตุ่ม ไห ถังหมักจุลินทรีย์ ถุงปุ๋ยอินทรีย์

-         มีการปลูกพืชสมุนไพรใกล้บ้าน

-         มีการทำน้ำฮอร์โมนพืช

-         มีการทำปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก ใช้เอง หรือเลือกซื้อได้

-         มีถังข้าวแช่น้ำจุลินทรีย์

-         มีรถไถนาขนาดเล็ก, และอุปกรณ์ทำนา เชิงระบบนิเวศน์

-         มีอุปกรณ์ตรวจสอบต่างๆ เช่น ทดสอบดินและน้ำ

3.     ตรวจนาอินทรีย์ภาพสนาม สถานที่ทั่วไป

-         มีเสียงกบเขียดร้อง

-         พบตัวหำตัวเบียน  มวลเพชรฆาต  แมงมุม ตามระยะเวลาการปลูกข้าว

-         ดินนาร่วนซุ่ย เดินแล้วนิ่ม ไม่แข็งกระด้าง ดินมีกลิ่นหอม ไม่เหม็น มีแก๊สบริสุทธิ์ ไม่มีแก๊สมีเทน หรือแก๊สไข่เน่า

-         น้ำสะอาดใส่ ไม่เน่าดำ เอาน้ำไปวิเคราะห์ไม่พบโลหะหนัก หรือมีน้อยมาก

-         มีซากอินทรีย์ ตอซังข้าว ที่มีลักษณะเป็นฮิวมัสแล้ว

-         เอาดินจากนา มาลอยเพาะเชื้อจุลินทรีย์ดู โดยการทดสอบกับน้ำผสมน้ำตาล จะมีแก๊สหอมชื้น

-         พบวิธีการทำนา เช่น การวางกระสอบปุ๋ยคอกวางขวางทางน้ำ

-         พบวิธีการ ฆ่าแมลงทางกล และชีวภาพ

-         มีเทคนิคการทำนาที่ใช้ในเชิงระบบนิเวศน์ เช่นการปลูกห่างและใบโปร่ง เพื่อกำจัดเพลี้ยและราสนิม โดยวิธีสร้างบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

-         ตรวจดูรวงข้าว เมล็ดเต็ม ไม่ลีบ จำนวนเมล็ดมาก จำนวนกอมีกี่ต้น ต้นละกี่รวง รวงละกี่เมล็ด

-         การกระจายความหนาแน่นต้นข้าวและรวงข้าว ในแต่ละไร่ ของแปลงนาว่าสม่ำเสมอ หรือแตกต่าง  สามารถอธิบายสาเหตุและผลได้

-         อธิบายธรรมชาติของนกกินหอย และแมลงศัตรูพืชได้ ในแง่โทษและประโยชน์พฤติกรรม นิสัย ที่สอดคล้องกับการควบคุมป้องกัน จำนวนประชากรแมลงไม่ให้มากถึงขั้นเสียหาย

 

  1. บทส่งท้าย

คุณชัยพร พรหมพันธุ์ เป็นชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์มามากกว่า 20 ปี มาแล้ว อาศัยที่ตัวเองเป็นช่างเทคนิค เป็นคนชอบสังเกตุ ชอบคิดใหม่ทำใหม่ คิดปรับปรุงงานให้ทำงานน้อยลง ตัดงานบางอย่าง อย่างไรโดยการรวมงาน การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องทุนแรง มาช่วยลดแรงคน การดัดแปลงเครื่องมือที่มีอยู่แล้ว มาทำหน้าที่หว่านเมล็ดข้าวและปุ๋ยเม็ดได้ การทำอุปกรณ์สูบข้าวดีดอย่างง่ายๆ ราคาถูก การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำเอง ใช้จ่ายประหยัด ใช้สารสมุนไพรไล่แมลงแทนเคมีฆ่าแมลง รู้จักธรรมชาติของนกในการลงนา การที่มีอุปนิสัยดี ที่ชอบสอนด้วย และมีแนวคิดกุศโลบายในการจูงใจตนเอง ให้ทำงานอย่างไร โดยไม่พึ่งคนอื่นมากนัก  การเป็นนักลดต้นทุนอยู่เป็นนิสัยรากฐาน  หากซื้อก็ซื้อน้อยที่สุด หากเป็นเครื่องจักรราคาแพงก็จะซื้อรถเก่า เช่น รถเกี่ยวข้าว รถใหม่ราคา 2  ล้านบาท ก็จะรอหาที่คนร้อนเงิน ขายรถเก่า ราคา 5 แสนบาท  1  ปี ก็ถอนทุนแล้ว เพราะไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วย  การลดเวลาป้ายข้าวดีด โดยการเอาถังน้ำยาสะพายติดหลัง  คนเดียวกันทำได้  ไม่ต้องใช้ 2 คน แบบคนอื่น และไม่ต้องเดินย้อนไปมา  เดินเที่ยวเดียวไปทั่วไป งานจึงเสร็จเร็วและไม่เหนื่อย

คิดว่านาของคุณชัยพร จะเป็นนาที่มีต้นทุนถูกสุดในประเทศไทย เพราะต้นทุนการผลิตแค่ 2,000-2,500 บาท/ไร่ เท่านั้น (ยังไม่รวมค่าเกี่ยวข้าว) จึงเป็นชีวิตชาวนาที่น่าศึกษาเป็นตัวอย่าง การทำนาอินทรีย์ ปลดหนี้ได้ และรอดพ้นจากความเป็นทาสเคมี

 สิงหาคม  2551

*******************************
 
 
 
 
 
 

ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 ส.ค. 2554 เวลา 20:51 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

 

*********************************************************

 

    ต้นแบบสู่ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรพอเพียง ที่สิงห์บุรี


กิจกรรมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของคุณธนพลนั้น ประกอบด้วย นาข้าว 8 ไร่
 ทำนาแบบลดต้นทุนการผลิต ไม่เผาฟางข้าว ปลูกปุ๋ยพืชสด ลดการใช้ปุ๋ยเคมี
ใช้ฮอร์โมนและสมุนไพรไล่แมลงที่ผลิตขึ้นเองบริเวณคันนา ปลูกไม้ยืนต้น เช่น
ไม้สัก  ยูคาลิปตัส มะฮอกกานี เป็นต้น

บ่อปลา 3 งาน เลี้ยงปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาบู่ และเลี้ยงปลาในกระชัง
กินพืช เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุก

สวนผสมผสาน 2 ไร่ 3 งาน ปลูกพืชสร้างรายได้รายวัน เช่น ไผ่หวาน ผักปัง
ผักหวาน ชะอม พริก กล้วย ข่า ตะไคร้ มะนาว มะกรูด ฯลฯ พื้นที่ 1 งาน สร้าง
โรงสีชุมชน อีก 1 งาน สร้างที่อยู่อาศัย

 

ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรทฤษฎีใหม่ คุณธนพล ศรีใส จึงมีขั้นตอนการทำนา
แบบลดต้นทุน ดังนี้

1. การทำนาแบบไม่เผาฟางข้าว หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว กระจายฟางให้ทั่วนา
นำน้ำหมักชีวภาพฉีดให้ทั่วนา ในอัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใช้รถตีดินเสร็จแล้วหมัก
ทิ้งไว้ 7 วัน ดำเนินการลากเทือกตามปกติ

2. การหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว

ข้าวหอมปทุมธานี 1 หว่านในอัตรา 13-15 กิโลกรัม/ไร่

ข้าวสุพรรณฯ หว่านในอัตรา 15-20 กิโลกรัม/ไร่

3. การใช้ปุ๋ยในนาข้าว

ครั้งที่ 1 อายุ 20-25 วัน ใช้ปุ๋ยยูเรีย จำนวน 5 กิโลกรัม และปุ๋ยชีวภาพ
จำนวน 15 กิโลกรัม/ไร่

ครั้งที่ 2 อายุ 45-50 วัน ใช้ปุ๋ยชีวภาพ จำนวน 20 กิโลกรัม/ไร่

ครั้งที่ 3 อายุ 65-70 วัน ใช้ปุ๋ยยูเรีย จำนวน 5 กิโลกรัม/ไร่

หมายเหตุ : ทั้งนี้ การใส่ปุ๋ยในแต่ละครั้ง นำน้ำหมักชีวภาพคลุกเคล้ากับปุ๋ย
อัตรา 1 ลิตร/ปุ๋ย 50 กิโลกรัม

4. การใช้สารไล่แมลงหรือบำรุงข้าว

ครั้งที่ 1 อายุ 30-35 วัน ใช้น้ำหมักชีวภาพ + น้ำส้มควันไม้

ครั้งที่ 2 อายุ 55-60 วัน ใช้น้ำหมักชีวภาพ + น้ำส้มควันไม้+ฮอร์โมนรกสัตว์

ครั้งที่ 3 อายุ 70-75 วัน ใช้น้ำหมักชีวภาพ + น้ำส้มควันไม้+ ฮอร์โมนรกสัตว์

5. การทำปุ๋ยพืชสด ปัจจุบันการทำนาของเกษตรกรจะทำกัน 2 ปี 5 ครั้ง หรือ
บางรายทำปีละ 3 ครั้ง ซึ่งการทำนา ครั้งที่ 3 นั้น จะกระทบหนาวพอดี ทำให้
ผลผลิตออกมาไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร บางรายได้เพียงไร่ละ 40-50 ถัง ทำให้
ขาดทุนค่อนข้างมาก ในการทำนาครั้งที่ 3 แนะนำให้เกษตรกรหันมาหว่าน
ปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทือง เพื่อบำรุงดิน โดยเมล็ดพันธุ์สามารถขอได้จาก
สถานีพัฒนาที่ดินสิงห์บุรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากจะได้
ปุ๋ยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้คือ การตัดวงจรของข้าวดีดเด้งและหญ้าในนาข้าว

หากทำตามขั้นตอนต่างๆ นี้แล้ว ต้นทุนการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ
2,000-3,000 บาท/ไร่ ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 70-80 ถัง/ไร่ และเมื่อทำ
ต่อเนื่องผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันที่ศูนย์ปราชญ์ทำมา
ตั้งแต่ ปี 2545 ผลผลิตอยู่ที่ 100-120 ถัง/ไร่

นอกจากนี้ คุณธนพล ศรีใส ยังได้รับคัดเลือกเป็นปราชญ์เกษตร
ของแผ่นดิน ในสาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัด
สิงห์บุรี ปี 2551 และ 2552 เป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญา
ด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์
และได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ครั้งที่ 2 ในสาขาเกษตรกรทฤษฎีใหม่อีกด้วย

ที่มา เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 23 ฉบับที่ 488 วันที่ 1 ตุลาคม 2553 หน้า 42

 

http://agritwo.blogspot.com/  ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ตำบลสองสลึง

http://www.bhumirak.com/media/chart/diagram.jpg 

******************************

เศรษฐกิจพอเพียง 

ที่อยู่อาศัย  10 %

ปลูกข้าว 30 %

ไม้ยืนต้นไม้ล้มลุก  อ้อย  กล้วย  ลำใย  ข้าวโพด มะพร้าว มะม่วง  ปลูกผักส่วนครัวสมุนไพร   พริก ต้นหอม ผักชี กระเทียม ขีง ข่า ดอกแคร มะเขือ คะน้า  ไม้สัก ไม้ยูคา ไม้ยางนา    ..  30 % 

บ่อเลี้ยง ปลา กบ กุ้ง หอยขม  เป็ด  ไก่ ห่าน คอกวัว คอกหมู โรงเพราะเห็ด  (เลี้ยงปลานิลในกระชัง เลี้ยงปลาช่อน ปลาดุกนอกกระชัง)  30 % 

(ปลูกต้นกล้วยใกล้บ่อ ผักบุ้ง ผักกระเชด บนน้ำ)

เข้าระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ 

******************************************

ช่วงนี้ข้าวราคาดีน่าจะปรับเปลี่ยน      % ดังนี้

ปลูกข้าว  70 %

บ่อปลา 20 %

ไม้ 5%

ที่อยู่อาศัย 5%  สังคมภาคเหนือส่วนใหญ่ก็สร้างบ้านรวมกลุ่มเป็นหมู่บ้าน ส่วนสวน ไร่นา มักอยู่อีกที่หนึ่ง เหตุน่าจะมาจากการที่จะต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

********************************************

 

 

 

 

 

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 ส.ค. 2554 เวลา 20:52 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts


 

http://dbook.is01.net/index.php/booksample-dbook/42-bv-book-dhumma/60-bv107-buddhawin

************************************************************

 

 

http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5331347&Ntype=41

*********************

http://www.thaitempleusa.iirt.net/html/prayer_book.html

 

http://www.dhammabergbanjai.com/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=76

 

http://www.pimcards.com/หนังสือธรรมะ/พ่อพระในบ้าน.html

 

http://www.pimcards.com/dharma-books/Main.php?MagID=1&MagNo=1

*********************

ครอบครัวมีแต่ปัญหา

  เกิดจากกรรม (สิ่งใดสิ่งหนึ่งดังนี้)
    1.เคยทำแท้งไหม
2.ไม่ทำบุญให้บรรพบุรุษไหม
3.ไม่เข้าใจครอบครัว สามี ลูกหรือเปล่า
4.เคยผิดศัลกาเม ในชาติก่อนและชาตินี้ไหม
5.ทำผิดต่อเจ้าที่เจ้าทางไหม
วิธีแก้กรรม
  1.นิมนต์พระเลี้ยง ทำบุญบ้าน วันเกิด สวดชะยันโต ขอพร ประพรมน้ำมนต์ให้ครอบครัว อยู่เย็นเป็นสุข และถวายสังฆทานสวดอุทิศให้ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้อโหสิกรรมและช่วยครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
2.ไปถวายผ้าบังสุกุลอุทิศให้บรรพบุรุษให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขหรือทำบุญให้บรรพบุรุษให้ได้รับกุศล
3.เคยบอกรักสามีและลูกบ้างไหม ทำซะ จะทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าเรารัก
4.สวดมนต์ทุกวันเกิดตนเอง ขอพรเทพประจำตัวให้คุ้มครองครอบครัวให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
5.กราบไหว้เจ้าที่เจ้าทางด้วย อาหารคาวหวานชุดใหญ่ แก่พระภูมิเจ้าที่ให้ได้รับและขอพรให้อำนวยโชคลาภความร่มเย็นเป็นสุขให้ครอบครัวท่าน
   
กรรม....เสียเงินตลอด
  เกิดจากกรรม
    1.เคยเอาเงินเขามาในชาติอดีตแล้วไม่คืน
2.ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยแพง
3.โกงคนในชาติปัจจุบัน
4.ทำแท้ง
5.ยุยงให้คนเสียเงิน โดยรู้ว่าผิดก็ให้ทำ
วิธีแก้กรรม
  1.พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทุกวันเกิด ให้ผู้ที่เคยล่วงเกินกันมาตั้งแต่อดีตชาติปัจจุบันชาติ ให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2.หากมีคนที่ล่วงเกินยังมีชีวิตอยู่ หาเงินไปคืนและขออโหสิกรรมซะเพื่อชีวิตเราจะได้ดีขึ้นต่อไป
3.ตักบาตร วันโกนอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรและวิญญาณเด็กที่ตามมาให้ได้รับกุศล และเปิดทางให้ชีวิตดีขึ้น
4.ทำกุศลกับผู้มีพระคุณและช่วยคนไว้ เพื่อยามทุกข์ยากจะได้มีคนมาเหลียวแล และดูแลเราบ้าง
5.สวดมนต์ทุกวันเกิด และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
   
กรรมต้องสะเดาะเคราะห์
  เกิดจากกรรม
    เมื่อตนเองเข้าเสวยอาบุที่ไม่ดี ก็จะประสบเคราะห์ร้าย เช่น ป่วยหนัก อุบัติเหตุ เสียเงิน จึงต้องสะเดาะเคราะห์ดังนี้
กรรมจาก 1.ชอบทำร้ายคนต่ำกว่าให้ทุกข์ทรมาน
2.ป่วยหนัก ซ่าสัตว์ไว้ ผิดศีลข้อ 1
วิธีแก้กรรม
  1.กินเจ 7 วัน อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เคยทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติปัจจุบันชาติ
2.ตักบาตรให้ครบตามปีที่เข้าเสวยอายุ
3.ไหว้พระให้ครบ 7 วัน 7 วา ล้างเคราะห์ได้
4.ปล่อยสัตว์ลงน้ำ ตามกำลังวันเกิดตนเอง จนครบ 1 ปี เคราะห์จะกลายเป็นดี
5.ขอพรพระที่ตนนับถือ ไปที่วัด ไปขอพรท่านให้พ้นเคราะห์พ้นโศกและช่วยให้ชีวิตก็จะดีขึ้น
   
กรรมคู่ไม่ด
  เกิดจากกรรม
    1.เคยเป็นชู้กับผู้อื่นไว้ ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน
2.ทำร้ายจิตใจคู่ตนเองไว้
3.ทำร้ายร่างกายโดยตนเองอยากทำ เพราะหึงหวงให้เขาเจ็บปวด
4.ผิดศีลกาเม
5.ยุยงผู้อื่นให้เลิกกัน
วิธีแก้กรรม
  1.ตั้งสัจจะว่าจะไม่แย่งผัวคนอื่น มาเป็นของตนเอง
2.หมั่นถวายเทียนคู่ในวันเกิดตนเองปีละครั้ง ขอเสริมดวงชีวิตคู่ให้พบแสงสว่างในชีวิตคู่ที่ดี โดยไปกับแผนและอธิษฐานขอพร
3.ถวายสังฆทานในวันเกิด เพื่อขอพรให้สมหวังด้านชีวิตคู่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรและคู่ชีวิตที่เคยล่วงเกินไว้ทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติให้ได้รับกุศล และอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
4.บริจาคทรัพย์ให้กับคู่ตางงานในงานแต่งงาน เพื่อส่งเสริมให้เขาสมหวังในความรัก และตนเองก็จะได้บุญต่อไป
5.ไกล่เกลี่ยคู่สามี-ภรรยา ที่ทะเลาะกันแยกทางกัน ให้มารู้สึกดีต่อกัน จะได้บุญด้านธรรมทางด้านชีวิตคู่
   
กรรมเป็นเมียน้อย
  เกิดจากกรรม
    1.เคยผิดลูกผิดเมียเขามาในชาติก่อน
2.ผิดศีลกาเม
3.เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
4.ขืนใจเขาโดยเขาไม่ยินยอม
เมียน้อยมี 3 ประเภท
1.เมียน้อย ผัวดี ช่วยเหลือ เกิดจากเคยทำบุญใหญ่ ช่วยเหลือคนและครอบครัวมามาก และอธิษฐานจิตมาเจอกัน แม้ไม่ได้เป็นเมีย 1 แต่เป็นเมีย 2 ที่ถูกต้อง เพราะกุศลนำพามาเจอ จึงทำให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ผิด ไม่บาป
2.เมียน้อย ผัวร้าง แต่ไม่หยุดที่เขา ทำให้เป็นโดยขำยอมเพราะกรรมเก่าที่เคยทำไว้ จึงต้องรับภาระเพราะทั้งรัก ทั้งเจ็บ กรรมนี้อยู่ในการเคยขืนใจเขาไว้ แต่พอมาชาตินี้จึงต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเจ็บ เพราะรักเขา
3.เมียเก็บ ผัวบังคับ แต่ส่งเสีย เกิดจากกรรมที่เคยผิดลูกผิดเมียเขาไว้ จึงต้องทุกข์ใจ แต่สบายกาย
วิธีแก้กรรม
  1.ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม
2.ถือศีล 5 ให้ได้ 1 ปี ต่อ 1 เดือน จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
3.ถวายธงคู่ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น
3.บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น
5.ร่วมเป็นเจ้าภาพ งานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้น และสมหวัง และสวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป
   
กรรม ทุกข์ใจเพราะญาติพี่น้องและสามี
  เกิดจากกรรม
    1.เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน
2.เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน
3.เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ
วิธีแก้กรรม
  1.ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น
2.ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณ มุทิตา อุเบกขา จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้
3.นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
   
กรรมเป็นอัมพฤกษ์
  เกิดจากกรรม
    1.ฆ่าสัตว์
2.ทรมานสัตว์
3.ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
วิธีแก้กรรม
  1.ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติรวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2.ปล่อยสัตว์ลงน้ำ ในวันเกิดตนเอง กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม
3.ถวายยาเข้าวัด หรือช่วยเหลือคนป่วย
   
กรรมเป็นมะเร็ง
  เกิดจากกรรม
    1.เคยฆ่าสัตว์ หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงฆ่าสัตว์มาก่อน จึงส่งผลให้มีสุขภาพที่รักษาไม่ได้
2.มีจิตใจ*****มโหดมาตั้งแต่อดีตชาติ โดยสั่งฆ่าคนและทำร้ายคนให้เจ็บปางตาย
3.ทำแท้งมากมาย
4.เบียดเบียนเงินคนมากมาย บนความทุกข์คนอื่นในอดีตชาติ
วิธีแก้กรรม
  1.ต้องทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม
2.สร้างพระถวายให้เจ้ากรรมนายเวร
3.ให้มาสัมผัสจิตกับพระแม่อุมาเทวีโดยตรง
   
กรรมลูกไม่ดี เกเร ไม่เชื่อฟัง
  เกิดจากกรรม
    1.ทำแท้ง
2.เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน
วิธีแก้กรรม
  1.บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง
2.พาลูกไปหาหลวงปู่ ให้เทศน์สอน
3.ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง
   
กรรมค้าขายขาดทุน
  เกิดจากกรรม
    1.ไม่รู้เชี่ยวชาญในงานที่ทำ และไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
2.ทำแท้ง
3.ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้
4.ตั้งสัจจะกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะทำบุญเท่านั้น แต่พอทำจริงทำน้อยนิดผิดสัญญาเป็นกรรม
   
กรรมเกิดมาไม่สวย
  เกิดจากกรรม
    1.ทำอะไรลวก ๆ กับพระ พ่อแม่
2.ชอบว่าผู้อื่น และทำร้ายสัตว์
3.ถวายดอกไม้แห้ง-เหี่ยว
แก้วิบากกรรม
  1.หมั่นถวาย ดอกไม้หอม พวงมาลัย ไม่เวียนต่อพระพุทธรูป พระภิกษุสงฆ์ เทพด้วยกิริยาที่ตั้งใจ
2.ไม่ลบหลู่ ผู้มีพระคุณ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
3.บริจาคน้ำมันตะเกียง ขอแสงสว่างด้านความงาม
   
กรรมมีกลิ่นตัวเหม็นตลอด
  เกิดจากกรรม
    1.ชาติก่อนชอบดูถูก คนอื่น
2.ชาติก่อนชอบคิดอิจฉาริษยาผู้อื่น
วิธีแก้วิบากกรรม
  1.ต้องรู้จัก เห็นผู้อื่นได้ดี พลอยยินดีไปด้วย
2.หมั่นถวายของหอม ดอกไม้ไม่ให้ขาด
   
กรรมเกิดมาโง
  เกิดจากกรรม
    1.ดูถูกผู้ที่หมั่นหาความรู้ และชักชวนไปทำผิด
2.ไม่ขยันหมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ แต่ทำตัวมั่วสุมในทางผิด
แก้วิบากกรรม
  1.หมั่นทำบุญด้านหนังสือธรรมมะ หรือพิมพ์บทสวดมนต์แจก
2.ให้ถวาย หลอดไฟฟ้า เพราะกุศลจะส่งผลให้ตนเองมีปัญญาแจ้งแดงตลอดในงานนั้น ถวายในวันเกิดข้างขึ้น 7-15 ค่ำ เจริญขึ้น
3.หมั่นสวดมนต์ทุกวัน
4.หมั่นกตัญญูต่อความถูกต้อง และมีวิริยะมากขึ้น
   
กรรมมีบริวารไม่ด
  เกิดจากกรรม
    1.ไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และคนใกล้ชิดในชาติก่อน
2.เคยให้ร้ายคนอื่นไว้ก่อน เมื่ออดีตชาติ
3.ไม่ช่วยเหลือส่วนรวม
แก้วิบากกรรม
  1.หมั่นทำบุญโดย ให้ทาน กับบุคคลที่ใกล้ตัว และหมั่นชักชวนบุคคลอื่นทำบุญร่วมกัน เกิดชาตินั้นฉันใดจะมีบริวารมากมาย
2.ให้ร่วมทำบุญด้าน บวชนาคหมู่ หรือสามเณรภาคฤดูร้อน จะทำให้พ้นทุกข์และมีบริวารที่ดี อยู่ในศีลธรรม
3.หมั่นกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
   
กรรมให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง
  เกิดจากกรรม
    1.ฆ่าสัตว์ไว้เยอะ
2.เห็นคนเป็นอันตราย ก็พลอยสมน้ำหน้า
3.จิตใจอาฆาต คอยแช่งบุคคลอื่นเสมอ
4.ทำแท้ง ฆ่าคนมาก่อน
แก้วิบากกรรม
  1.สร้างประตูวัด ป้องกันอันตรายให้ตนเอง ทำวันเกิดตนเองจะทำให้แคล้วคลาดอันตรายได้
2.มีหิริ โอตัปปะ ในจิตใจ
3.สวดมนต์คาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ทุกวันเกิด 3 จบ
4.ตักบาตรทุกวันเกิด อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรให้อโหสิกรรม
   
กรรมเจอแต่คนเอาเปรียบ
  เกิดจากกรรม
    1.เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ
2.เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ
3.ขโมยเงินครอบครัวมาใช้
แก้วิบากกรรม
  1.หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น
2.ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย
3.หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดี ๆ เข้ามาในชีวิต
   
กรรมไม่มีลาภลอย
  เกิดจากกรรม
    1.ไม่เคยทำบุญเกินจิตที่ตั้งไว้ และเวลาบริจาคเสียดายทรัพย์ทั้งทั้งที่ตนมรเงินมากมาย เกิดความตระหนี่แบบไม่ให้ทานอย่างเต็มใจ
2.ไม่ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ และยังอยากโลภได้เงินมาก ๆ โดยมิชอบ
แก้วิบากกรรม
  1.ตั้งจิตทำบุญ ทำกุศลด้วยความบริสุทธิ์ใจ และตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือศาสนาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
2.หมั่นทำบุญใหญ่ ขอพรด้านลาภลอย
3.ให้ฝังลูกนิมิตร ปีละครั้ง อธิษฐานขอพรจะทำให้สมหวังในจิตที่ขอ
   
การออกกรรม
 

กรรม คือ การกระทำ หากทำกรรมไม่ดีก็ทำให้ทุกข์ทรมาน การออกกรรมทำให้รู้กรรมและแก้กรรมได้
ทุกข์จากกรรมที่ตนเคยทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ยังผลให้ตนเองได้รับวิบากนั้น ทำให้ชีวิตทุกข์ต่าง ๆ การออกจากกรรมนั้น เป็นการแสดงอาการกรรมให้รู้ เพื่อแก้ไขมิใช่ให้ยึดติด เพราะจะทำให้จิตไม่ตัดกรรม ฉะนั้นเมื่อรู้กรรม ควรทำกุศลในทางที่ถูกต้อง เพื่อชีวิตที่จะดีขึ้นต่อไป

วิธีออกกรรม
  นั่งสมาธิ บริกรรมยุบ พอง เป็นอาการเร่งกรรมให้แสดงออก ควรมีพระผู้รู้กำกับจะทำให้ไม่บ้า และส่งกุศลได้ถูกต้อง ดวงจิตที่มืดก็เปิดสว่างได้ บุญก็เกิด เช่น
เคยฆ่าปลา - ควรทำสังฆทานอุทิศให้ทุกเดือนติดกัน 1 ปี (กรรมป่วยบ่อย) จะทำให้คุณดีขึ้น
เคยทำร้ายผู้มีพระคุณ -ควรขอขมาผู้มีพระคุณ และขอพรทุกปี ทำให้ (กรรมโดนกด) วันสำคัญทุกปี
เคยด่าคนไว้ -หมั่นตักบาตรทุกวันเกิดตนเอง อุทิศให้เจ้ากรรม (กรรมเป็นโรคลม) นายเวร อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน

 

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 ส.ค. 2554 เวลา 20:54 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

แกหหกก*

ป*

*กกอาหารที่รับประทานนั่นเอง ซึ่งอาหารที่กระตุ้นและก่อให้เกิดสิวมี 3 ประเภทหลัก*********

เรื่องธรรมดาที่ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ เพราะอาหารนอกจากจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว อาหารยังมีส่วนทำให้เกิดโรคและช่วยป้องกันรักษาโรคได้เช่นกัน

ดังนั้นการกินอาหาร จึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ยกตัวอย่างใกล้ตัว อย่าง "สิว" ที่มีคนไข้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีต้นเหตุหรือปัจจัยเสริมของสิวก็มาจากอาหารที่รับประทานนั่นเอง ซึ่งอาหารที่กระตุ้นและก่อให้เกิดสิวมี 3 ประเภทหลัก คือ

1.นม ผลิตภัณฑ์จากนม Daily Product เช่น นมข้นหวาน ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เค้ก เบเกอรี่ และอาหารที่ผสมของนม เนื่องจากนมเป็นอาหารย่อยยาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดหมักหมมในกระเพาะอาหาร และเกิดการเจริญเติบโตของ Yeast ซึ่งเมื่อเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่ถ้าหากเกรงว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่คอยได้รับจากนม เราสามารถเลือกทานจากอาหารกลุ่มอื่นได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ปลาตัวเล็ก และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซียมจากนมได้

2. อาหารที่หวานจัด ก็จะเป็นอาหารของยีสต์ในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน ทำให้ยีสต์เจริญเติบโตได้ และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ฮอร์โมนไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เป็นสาเหตุของการเกิดสิวเพิ่มมากขึ้น

3.คาเฟอีน จากชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม เป็นตัวกระตุ้นให้ยีสต์เติบโตและเกิดท็อกซินเป็นของเสียในร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายคนที่มีอาการสิวอักเสบมาก เป็นๆ หายๆ ตลอดเวลา หากทำการรักษามาหลายวิธี แต่สิวก็ยังไม่หายขาด อาจทดลองได้โดยการงดอาหารทั้ง 3 กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้น สัก 1-2 เดือน หากผลที่ออกมาทำให้เกิดสิวลดลงหรือไม่เกิดสิวใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้เกิดสิวจากอาหารเหล่านี้ และสามารถแก้ไขปัญหาสิวได้ไม่ยากอีกต่อไป

 

ฝากไว้ก่อน.....

รักที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง



ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ถ้าใครมีรักแบบนี้ ระวังจะไม่มีความสุขนะคะ

1. รักไม่ลืมหูลืมตา
รักแบบหลับหูหลับตา รักมากจนเกินพอดี  ถ้ารักมากเกินพอดี มันอาจจะทำให้คุณเครียดกับความรัก มากกว่าที่คุณจะมีความสุขกับมัน

2. รักเอาแต่ใจ
รักประเภทนี้เป็นรักที่น่ารำคาญเป็นที่สุด  คุณอาจเป็นตัวน่ารำคาญหรือไม่ก็เขา หึง หวง งอนเกินพอดี  ถ้าบ่อย ๆ เข้า เขาหรือคุณอาจจะเบื่อขึ้นมาสักวัน  ทางที่ดี ใจเขาใจเรานะคะ

3. เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก
ทะเลาะกันที ก็บอกเลิกที  ดีกัน ค่อยกับมาคบกันใหม่  ระวัง! คุณอาจจะเลิกคำบอกเลิกขึ้นมาจริง ๆ แล้วคุณจะหนาว

4. รักตัวเองไม่เป็น
ก่อนที่คุณจะรักคนอื่น คุณต้องรักตัวเองก่อน  พึงระลึกคำ ๆ นี้ไว้เสมอนะคะ


ความรักเป็นสิ่งสวยงามนะคะ ปล่อยวางบ้าง เพราะไม่มีใครทำอะไร ได้ดั่งใจเราทุกอย่าง

 

*************************

ฝากไว้ก่อน......

การรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างองุ่นและบลูเบอร์รี่เป็นแหล่งอุดมไปด้วย วิตามินซี ที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่ประโยชน์ของผลไม้ทั้งสองชนิดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะจากการศึกษาโดยทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยซินซินนาติ สหรัฐอเมริกาพบว่า องุ่นพันธุ์คองคอร์ดและบลูเบอร์รี่ป่าช่วยให้ความจำดีขึ้นได้

ทีมวิจัยได้ทำการศึกษากับผู้สูงอายุ 2 กลุ่มที่มีปัญหาด้านความจำตามวัย พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุ 12 คนที่ดื่มน้ำองุ่นคองคอร์ดเป็นประจำนาน 3 เดือนเริ่มมีความจำดีขึ้น เพราะน้ำองุ่นคองคอร์ดมีผลต่อการส่งสัญญาณประสาท กระตุ้นความจำ รวมทั้งมีสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ด้วย

ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ 9 คนที่ดื่มน้ำบลูเบอร์รี่ป่าต่อเนื่องนาน 3 เดือน พบว่าความจำเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพราะสารแอนโทไซยานินในบลูเบอร์รี่ป่าไปช่วยเพิ่มสัญญาณเส้นประสาทบริเวณ สมองส่วนกลางและลดอัตราการเสื่อม ของเส้นประสาท

จากงานวิจัยทั้งสองชิ้นทำให้ได้ข้อสรุปว่า น้ำองุ่นและน้ำบลูเบอร์รี่ไม่เพียงแค่แก้กระหายเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องสมองและความทรงจำได้อีกด้วย

***********************************************************

สุขภาพของเส้นผมที่ดี ควรมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการดังนี้
          1. ความพรุน (Porosity) เส้นผมที่ดีและแข็งแรง จะต้องมีลักษณะเกร็ดผม (cuticle) ที่ราบเรียบปิดสนิท ทำให้น้ำและสารอื่นๆ ซึ่งเข้าสู่แกนผม(hait shaft)ได้ยาก 
          2. ความยืดหยุ่นและแข็งแรง (Elasticity and Strengh) โดยสุขภาพผมที่ดี ควรจะสามารถยืดได้ประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวปกติ และหดกลับได้ตามปกติ และสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 100 กรัมโดยไม่ขาด โดยต้องมีแกนใน(cortex) ที่แข็งแรง ซึ่งปกป้องด้วยเกร็ดผม(cutilce) อีกทีหนึ่ง 
          3. เนื้อสัมผัส (Texture) ขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นผม และความหยาบหรือความอ่อนนุ่ม โดยผมที่มีขนาดใหญ่และอ่อนนุ่ม จะเป็นผมที่มีสุขภาพที่ดี 

         
ส่วนประกอบทางเคมีวิทยาและโครงสร้างของเส้นผม 
          1. โปรตีน: พบได้ร้อยละ 65-95 ของน้ำหนักผม ในรูปของเคอราติน 
          2. ไขมัน: พบได้น้อยกว่า ร้อยละ 5 ส่วนใหญ่ไขมันบนเส้นผม จะเป็นลักษณะไขมันเหลว(sebum) ที่ประกอบด้วย free fatty acid,neutral fat ester,glyceryl,wax และ saturated hydrocarbon ( ขออภัยไม่มีคำแปลเป็นไทยที่เหมาะสมนะครับ) 
          3. น้ำ: มักมีปริมาณในเส้นผมไม่แน่นอน โดยผมแห้งจะดูดซึมน้ำได้ดีกว่าผมมัน 
          4. แร่ธาตุ หรือสารเคมีต่างๆ (Trace elements): ซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากภายในเส้นผม หรือร่างกายเอง และบางส่วนมาจากภายนอก เช่น จากผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม เช่น แชมพู ครีมนวดผม ยาย้อมสีผม โลชั่นบำรุงเส้นผม หรือจากมลภาวะ ที่พบบ่อยๆได้แก่กลุ่ม carbon 45.2%,hydrogen 6.6%,oxygen 27.9%,nitrogen 45.2%,sulfur 5.2%
ดังนั้นอาหารสำหรับบำรุงสุขภาพของเส้นผม จึงขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหารที่ได้สมดุล ในจำนวนที่เหมาะสม โดยเน้นการรับประทานอาหารมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญ เพราะร่างกายจะได้ใช้ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานที่ถูกสุขลักษณะ โดยมื้อเย็นให้รับประทานแต่น้อยๆ เพราะร่างกายกำลังจะพักผ่อน ไม่ต้องการพลังงานมากนัก และที่สำคัญควรรับประทานให้ครบหมู่ทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต สังกะสี และวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ 

          กลุ่มอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อเส้นผม อาทิ
          1. สังกะสี ได้แก่ อาหารกลุ่ม สัตว์ปีก ถั่วทุกชนิด น้ำมันพืชจากธรรมชาติ น้ำมันงา จมูกข้าวสาลี 
          2. วิตามินบี ได้แก่ ผักใบเขียว ตับ ธัญพืชต่างๆ ปลา และไข่ 
          3. วิตามินเอ ได้แก่ มะเขือเทศ แครอท ผักโขม ตับ บรอกโคลี่ มันฝรั่งชนิดหวาน หัวไขเท้า มะละกอ แคนตาลูป 
          4. วิตามินซี ได้แก่ กลุ่มผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม องุ่น แตงโม สตรอเบอรี่ ผักสีเขียว 
          5. ทองแดง ได้แก่ ตับ ถั่วเมล็ดแห้ง หอยนางรม อาหารทะเล ลูกพรุน ธัญพืช 
          6. ธาตุเหล็ก ได้แก่ ตับ ไข่แดง ข้าวโอ๊ต ผลไม้แห้ง เช่นลูกพีช ลูกเกด เนื้อแดง 
          7. ธาตุไอโอดีน ได้แก่ สาหร่าย อาหารทะเล หอมหัวใหญ่ 
          8. ธาตุซัลเฟอร์ ได้แก่ หัวหอม กระเทียม หัวผักกาด และหน่อไม้ฝรั่ง 

          อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารประเภทที่มีน้ำมันและไขมันสูง เช่น อาหารทอด น้ำมันจากสัตว์ กุ้ง หอย ชอคโกแลต เพราะทำให้เกิดผมมัน เกิดการอักเสบและร่วงได้ง่าย นอกจากนี้ ผิวหน้าอาจจะมันมากขึ้น ทำให้เกิดสิวได้ง่าย ส่วนอัลกอฮอร์ ก็ควรงดหรือหลีกเลี่ยง เพราะทำให้เสียสมดุลในระบบร่างกายได้

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 ส.ค. 2554 เวลา 21:31 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

http://www.youtube.com/watch?v=l98Klyc9FKY&ampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=gfVsfy7pDpQ&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=VrfGqqg9Vzg

 

http://www.youtube.com/watch?v=T_FtklvhbPI

 

http://www.youtube.com/watch?v=QaRcjHuXRoA&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=tAwbeFFv_T0&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=yPH-7p031ZM&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=fMd20k0l6Es&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=SQOQHhcg0ms&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=xGd8aAxEuaE&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

http://www.youtube.com/watch?v=XoARx-t6P28&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=JU6TFZiWmxk

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=2SzCpI8cXac

 

http://www.youtube.com/watch?v=7AIT8lNrtSw&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=A9LVrXis3ww&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=more_related

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 ส.ค. 2554 เวลา 21:40 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts
รัก กับ หลง สิ่งที่คุณ ควรจะได้รู้



 

....รัก....


 

เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากใจ
ไม่สามารถจะอธิบายความหมายได้
ไม่จำเป็นต้องเคยพบกันมาก่อน
สามารถมาจากความใกล้ชิดได้
ไม่จำเป็นต้องเสียการเรียนเพราะรัก
ไม่จำเป็นต้องมีเวลาให้กันตลอด
สามารถช่วยเหลือกันได้
ความรู้สึกสามารถสื่อหากันได้
รักแท้ต้องไม่มีการล่อลวง
ถ้ารักในวัยเรียนต้องสามารถช่วยเหลือกันได้
บางครั้งไม่จำเป็นต้องเปิดเผย



 

...หลง...


 

มาจากความรู้สึก
มาจากรูปร่าง หน้าตา
ไม่ได้มาจากใจจริง
เหมือนถูกมอมเมา
ทำให้เสียการเรียนได้ (ข้อนี้ต้องระวังมาก)
ถ้าไม่ศึกษาให้ดีเสียความรู้สึก (ตีความหมายได้หลายอย่าง)
ต้องมีเวลาให้กันตลอดเวลา
อาจมาจากความใกล้ชิดในลักษณะที่ไม่สมบูรณ์
มีโอกาสสูงที่จะเสียตัว
ลักษณะของอาการหลง ที่คุณควรจะระวัง
เมื่ออีกฝ่ายบอกให้ทำอะไรจะทำตาม (ในบางเรื่องที่ไม่สมควรทำ)
จำเป็นจะต้องมีเวลาให้กันตลอดเวลา (ห่างกันนานไม่ได้)
มีการนัดกันบ่อยมาก
มีการคิดถึงกันตลอดเวลา (อย่างเกินปกติ)
ชอบทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรักเราด้วยใจจริงหรือไม่



 

สรุปอย่างง่าย ๆ

       

"รัก" เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยให้บุคคลอื่นได้รับรู้ อาจจะเป็นกำลังใจให้ในยามท้อแท้  แต่ "หลง" เป็นอาการเพียงชั่วขณะเมื่อพบเห็น หรือถูกชักจูง โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง  ซึ่งในบางครั้ง เราอาจจะไม่รู้ และมีโอกาสสูงที่จะถูกทำให้เสียตัว

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 10 ส.ค. 2554 เวลา 22:13 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

ฝากไว้ก่อน.......

 

 

ฝากไว้ก่อน  วิธีล้างหน้ามัน

  ผิวหน้าที่มันมากๆ  นั้นมักมีปัญหาของความสเปกที่หมักหมมและสิวเกิดขึ้นได้  ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ดีที่สุดก็คือให้เลือกชนิดที่ไม่มีน้ำมันหรือมอยส์เจอไรเซอร์มากนัก  เพราะผิวที่มันมากอยู่แล้วนั้นสามารถให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหน้าเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

          การทำความสะอาดผิวหน้ามันๆ  นั้น  การล้างหน้าด้วยโฟมหรือสบู่อ่อนๆ  2-3 ครั้งต่อวันก็เพียงพอแล้ว  สบู่หรือโฟมที่ใช้ก็ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำมันที่ได้จากพืชอย่างมะพร้าวและอะโวคาโด  รวมถึงมอยส์เจอไรก็ไม่มีความจำเป็นด้วยเพราะยิ่งเข้าไปเพิ่มความมันให้มากขึ้นไปอีก

          โดยส่วนใหญ่แล้วคนทั่วไปมักคิดว่าหน้ามันๆ นั้นควรล้างบ่อยๆ จะได้สะอาดและไม่มัน  แต่ความจริงแล้วการล้างหน้าบ่อยๆ จะเป็นการทำให้หน้าแห้งได้ง่ายเพราะน้ำมันธรรมชาติที่สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผิวถูกชะล้างออกไปจนหมด  และการขัดหน้าก็เช่นกันควรขัดไม่เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  เพราะการขัดหน้าบ่อยๆ แม้จะทำให้หน้าดูนุ่มเนียนแต่ก็เป็นการกระตุ้นให้ต่อมไขมันมากขึ้นด้วย

          หากสามารถเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิวมันๆ  ได้ก็จะเป็นการดี  ในส่วนของเครื่องสำอางก็เช่นกันควรเลือกครีมรองพื้นที่ปราศจากไขมันประเภทออยส์ฟรีจะดีที่สุดและควรเป็นชนิดน้ำมากกว่าชนิดแป้งแข็ง

*****************************************************

กินอย่างไรให้อารมณ์ดี

กินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยมาก และมีรสไม่หวาน เป็นต้น เพราะร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมช้าๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สม่ำเสมอ และหลังกินอาหารได้ 4-6 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนบางชนิด เพื่อสลายไกลโคเจน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกาย และเพิ่มการสร้างกลูโคสจากแหล่งอาหารอื่น เช่น ไขมัน

เลือกกินเฉพาะแป้งที่ไม่หวาน เพราะขนมปังและข้าวทุกชนิด คือแหล่งคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งช่วยให้เกิดความสงบ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา แนะนำให้กินขนมปังเพื่อต่อต้านอาการซึมเศร้า

ปรับเปลี่ยนเพื่ออารมณ์ดี การปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารเพียง เล็กน้อยก็สามารถส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ควรกินอาหารให้ครบมื้อ แต่ถ้าไม่มีเวลากินอาหารเป็นมื้อ แบบกิจจะลักษณะ ควรเลือกของว่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขนมปังโฮลวีทสักแผ่น หรือขนมปังกรอบธัญพืชสัก 2-3 แผ่น อย่าปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด หรือว่าจะแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่กินบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดตก

กินปลาแซลมอนและแมคคาเรล ปลา 2 ประเภทนี้มีโอเมก้า 3 ซึ่งยืนยันด้วยผลวิจัยว่าส่งผลต่ออารมณ์ ช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง ที่ดีไปกว่านั้นแซลมอนยังเต็มไปด้วยเซเลเนียมที่เป็นสารสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระด้วย

ปรุงอาหารด้วยน้ำมันคาโนลาออยล์ (Canola Oil) จากดอกคาโนลาซึ่งกำลังได้รับความนิยมแทนน้ำมันพืชทั่วไป เนื่องจากเต็มไปด้วยวิตามินอี ซึ่งมีผลต่อระดับอารมณ์ แต่ควรกินได้ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม โดยใช้ทอดปลาแซลมอนหรือทำอาหารสุขภาพ

กินผักโขม ถั่วสด และถั่ว Chickpeas ที่มีแต่โปรตีนไขมันต่ำอยู่สูง ในผักใบสีเขียวเข้มมีโฟเลตสูง มีส่วนสำคัญในการสร้างเซโรโทนิน ซึ่งช่วยให้อารมณ์อยู่ในระดับปกติ นอกจากนั้นการกินถั่วยังได้รับวิตามินซีและไฟเบอร์ด้วย การลองผสมถั่ว หรือเพิ่มผักใบเขียวลงในทูน่าสลัด

กินพริกรสเผ็ด ในพริกมี ‘สารแคปไซซิน' ส่งสัญญาณหลอกให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข เอนโดรฟิน แต่ควรระวังหากกินมากเกินไปอาจทำท้องไส้ปั่นป่วน

กินปวยเล้ง ผักอารมณ์ดีที่อุดมด้วย ‘กรดโฟลิก' (Folic acid) ที่ช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยให้เซลล์ใหม่แข็งแรงสมบูรณ์ การขาดนำไปสู่การลดการหลั่งของฮอร์โมนเซโรโทนิน โดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า การกินปวยเล้งสม่ำเสมอยังทำให้หลับง่าย หลับสนิทดีด้วย

กินกล้วยหอม กระตุ้นการสร้างสาร ‘ซีโรโทนิน' และอุดมไปด้วย ‘ทริปโทโฟน' ช่วยลดอารมณ์ซึมเศร้า คลายเครียด และไม่อ้วน

กินถั่วเหลือง ที่อุดมด้วยสารซีโรโทนิน เพิ่มความตื่นตัว กระฉับกระเฉง และ‘โดไทโรซิน' เพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ

กินเชอร์รี่เป็นของหวาน แพทย์ตะวันตกเรียกเชอร์รี่ว่าเป็น ‘แอสไพรินธรรมชาติ'เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่าแอนโธไซยานิน Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้เชอร์รี่มีสีสันสวยสดใส และสรรพคุณสำคัญ คือ ทำให้คนกินมีความสุข งานวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าการกินเชอร์รี่ 20 ผล ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่าการกินยา

กินและปรุงอาหารด้วยกระเทียม ที่อุดมด้วยสารเซเลเนียม (Selenium) สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น นักวิจัยเยอรมันแนะว่า การกินกระเทียมวันละ 2 กลีบน่าจะเหมาะสม นอกจากนี้กระเทียมยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือดและรักษาโรคความดันโลหิตสูง

12 วิธีที่กล่าวมาแล้วนั้นอาจจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ปฏิบัติง่ายกว่าการกินคือการควบคุมจิตใจ ไม่ให้โกรธ วิตกกังวลหรือคิดไม่ดี ทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลายและมีสมาธิ มองโลกในแง่ดี เพียงเท่านี้ก็อารมณ์ดีแล้วล่ะครับ

 

******************************************************************

 

ฝากเรื่อง..

10 นิสัยทำร้ายสมองที่ไม่ควรมองข้าม

ใครที่กำลังอยู่ในภาวะสมองตื้อคิดอะไรไม่ค่อยออก อย่ามองว่าเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะสาเหตุนั้นอาจมาจากการที่สมองโดนทำร้าย วันนี้มีความรู้เกี่ยวกับ 10 นิสัยที่ทำร้ายสมองมาฝากกัน

 

10 ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว สมองนับเป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญของเรา อย่าลืมใส่ใจและรักษาสุขภาพสมองของตัวเองให้ดี

 

 


9 นอนคลุมโปง
เป็นเรื่องเล็กน้อยในความคิดของใครหลายคน แต่ที่จริงแล้วการนอนคลุมโปงเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

 

 


8 เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง ถ้าไม่ค่อยพูดจากับคนอื่นสมองก็จะไม่ได้แสดงประสิทธิภาพเท่าที่ควร

 

 



7 ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดเป็นเวลานานเป็นต้นเหตุของอาการสมองฝ่อ

 

 



6 มลภาวะ
สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลงเรื่อยๆ

 

 

 


5 การอดนอน
คนที่อดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ ส่วนการนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน

 

 

4 ทานของหวานมากเกินไป
มีผลมากต่อการทำร้ายสมอง เพราะการทานหวานมากเกินไปจะขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาสมอง

 


3 การสูบบุหรี่
ผู้ที่สูบบุหรี่จะขาดความสามารถในการเลือกลำดับเรื่องราว สมองของนักสูบบุหรี่จะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ จึงทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมคนที่ติดบุหรี่จึงมีปัญหากับการเลิกสูบบุหรี่

 



2 กินอาหารมากเกินไป
การกินในจำนวนที่เยอะเกินพอดี เป็นต้นเหตุทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น

 

 



1 ไม่ทานอาหารเช้า
หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่ที่จริงแล้วการไม่ทานอาหารเช้าเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และทำให้สมองเสื่อมได้

 

 

*******************************************

สูตรลับดวงตาสวย

  • (+ให้คะแนนบทความ)
  • เปิดอ่าน 21,309point ความคิดเห็น 3
<SCRIPT src="http://p1.s1sf.com/sh/0/js/jquery.rating-1.0.js" type=text/javascript> <SCRIPT type=text/javascript> (function() { var ctrt = document.createElement('script'); ctrt.type = 'text/javascript'; ctrt.async = true; ctrt.src = "http://app.sanook.com/weblog/ctrt/js/?site_id=51&weblog_id=177&entry_id=925824"; var s = document.getElementsByTagName('script')[0]; s.parentNode.insertBefore(ctrt, s); })();

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แหม! ใครๆ ก็รู้ดีใช่ม่ะ ใครที่มีดวงตาสวยก็ดีไป แต่ถ้าใครมีปัญหากับดวงตานี่สิ..ไม่ว่าจะเป็นตาบวม ตาคล้ำ ตาดำ ตาแดง ตาต่ำ แหะๆ อันนี้ไม่เกี่ยวนะจ๊ะ ฉะนั้นสาวๆ ควรจะดูแลดวงตาของพวกเธอให้สวยได้นานๆ แต่ถ้ามีถุงใต้ตาล่ะ เอ....อันนี้คงไม่เข้าท่าเหมือนกัน วันนี้เราเลยเอาใจสาวๆ ที่มีปัญหาดวงตาด้วยเคล็ดไม่ลับ การดูแลดวงตาให้ใสปิ๊งด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ตัวเอง งั้นไปดูกันเลยดีกว่า

สาวๆ เคยรู้สึกไหมว่าเวลาเราตื่นนอนตอนเช้าตาจะบวม ที่เป็นแบบนั้นเพราะเวลาเรานอนราบ น้ำในร่างกายจะไหลสู่ที่ต่ำทำให้ดวงตาของเราบวมช้ำและนี่แหละทำให้เรามีถุงใต้ตา บางครั้งก็ตาคล้ำเหมือนหมีแพนด้า ทำให้สาวๆ หมดสวยด้วยซิ เราเลยช่วยหาวิธกำจัดปัญหาพวกนี้มาให้พวกเธอ ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ รับรองว่ากลับมาสวยปิ๊งเหมือนเดิมเลยหล่ะ

เคล็ดลับที่ 1 บำรุงตาดวงแตงกวา

หาแตงกวาลูกโตๆ หน่อยซัก 2-3 ลูกมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นบางๆ เป็นแว่นกลมๆ เอาไปแช่ตู่เย็น 15-20 นาที หรือจะเอาแตงกวามาปั่นก็ได้นะ แล้วแช่ให้เย็นเจี๊ยบแล้วใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาให้ชุ่มมาปิดตาไว้ นอนนิ่งๆ 15-20 นาที ค่อยเอาออก วิธีนี้ช่วยลดริ้วรอยและเจ้าอาการตาบวมได้ ลองทำกันดูแล้วจะรู้สึกว่าตาของเราใสปิ๊งขึ้นเยอะเลยใช้ม๊า

เคล็ดลับที่ 2 บำรุงตาด้วยน้ำนม

เตรียมนมสดไว้ประมาณครึ่งแก้วแล้วเอาไปแช่เย็นใช้สำลีหรือแผ่นสำลีสำหรับเสริมสวยชุบนมเย็นแล้ว วางไว้บนเปลือกตาซัก 10 นาที เอาออกพัก 2 นาที แล้วทำซ้ำใหม่ จะช่วยมำให้สบายตา ถ้ายิ่งตากำลังระคายเคืองหรือบวมจากการร้องไห้วิธีนี้แหล่ะช่วยได้แน่นอนเลยล่ะ

เคล็ดลับที่ 3 บำรุงตาด้วยใบชา

นำถึงชาที่ใช้แล้วมาแช่เย็นแล้วนำมาปิดตา กรดแทนนิคจากใบชาจะช่วยให้เย็นตาและลดความบวมของตาได้ ฝากบอกอีกนิ๊ด..ถ้าตาบวมเพราะการร้องไฟ้ให้ลองนำผ้าเย็นๆ มาโปะตาไว้อาการตาบวมก็จะดีขึ้นได้

เคล็ดลับที่ 4 บำรุงตาด้วยมันฝรั่ง

หามันฝรั่งหัวพอดีๆ มือมาล้างให้สะอาดแล้วจัดการหั่นบางๆ แช่เย็นไว้แล้วเอามาปิดตาไว้ 15-20 นาทีเช้าหน เย็นหน ก็จะช่วยลดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ แค่นี้สาวๆ ก็จะดูใสปิ๊งมากเลย

การบำรุงดวงตาด้วยวิธีธรรมชาติถ้าขยันทำเป็นประจำจะได้ผลดีมาก แต่ถ้าไม่มีเวลาล่ะก็ลองทำตามวิธีนี้ดูแล้วกันนะ

1.ปิดตาทั้งสองด้วยฝ่ามือ ไม่ให้แสงเข้าลืมตาขึ้นในความมืดเบื้องหน้า 5 นาที เป็นยังไงจ๊ะรู้สึกดีไหม

2.กดเบาๆ ช้าๆ ไปตามเบ้าตา โดยเริ่มจากใต้ดวงตาไปถึงโหนกแก้มแล้วอ้อมขึ้นมาด้านบนมาจนถึงสันจมูก ขอย้ำนะจ๊ะว่าให้ทำเบาๆ ไม่งั้นจากสวยๆ จะกลายเป็นเยินไม้รู้ด้วยนะ
หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เพราะอาหารรสเค็มเนี่ยตัวดีที่ทำให้ดวงตาสวยๆ ของเราบวมขึ้น

แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับสาวๆ ก็คือ ต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ แค่นี้ดวงตาคู่สวยของเราก็กลับมาสดใสเหมือนเดิมแล้วจ้า

**********************************************************************

 
 
ฝากเรื่อง...
 
สาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกกันมากที่สุด



หลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า เอ…ทำไมเขาหรือเธอคนนั้นจึงเลิกราจากเราไป บางคนอาจโทษอีกฝ่ายหลายคนก็โทษตัวเอง แต่จะมีสักกี่คนที่มองย้อนกลับไปในขณะคบกันว่าเราทำอะไรผิดไปบ้าง  ลองมาดูกันเผื่อจะระลึกได้ หรืออาจเป็นประโยชน์หากคุณยังคบกันอยู่ ดูกันว่าพฤติกรรมเหล่านี้แหละที่อาจทำให้คุณเลิกลากันไป

เอาแต่ใจตัวเอง
เป็นเรื่องธรรมดามากที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าใครจะเอาใจตัวเองมากหรือน้อยเท่านั้นเองค่ะ  บางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองน้อย แต่ความจริงแล้วมากเนี่ย ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย

ทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป
การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่าคุณกับเขาเป็นแฟนกันเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่บางครั้งคุณอาจแสดงความเป็นเจ้าของเขา ในลักษณะที่เป็นเงาตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลาส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

หึงแบบไร้ขีดจำกัด
คงจะห้ามกันได้ยากเรื่องความหึงเนี่ย แต่ต้องมีลิมิตกันบ้างนะคะ ไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้นคงจะไม่ไหว  บางคนเข้าขั้นโทรเช็คตลอดเวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมากค่ะ

บอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะ
ส่วนใหญ่จะเกิดจากฝ่ายหญิงซะมากกว่า จริง ๆ แล้วก็พูดแค่อยากให้เขามาง้อเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้นค่ะ แต่หลัง ๆ ล่ะก็ เอ้า...อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า น้ำตาเช็ดหัวเข่าค่ะ

ไปเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่น
ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง  บางครั้งอาจทำเพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่น ๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณเองก็มีค่าสำหรับพวกเขา แต่ต้องระวังนะคะ เพราะมองอีกมุมคือคุณไม่แคร์ความรู้สึกของเขาเลย  และถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม  อีกกรณีหนึ่งที่หญิงหรือชายไปชอบเพื่อนของฝ่ายหนึ่ง นอกจากจะทำให้มิตรภาพระหว่างเพื่อนแตกสะบั้นแล้ว คนอื่นจะมองคุณเป็นคนไม่ดีเอามาก ๆ ด้วย ข้อนี้ต้องคิดให้ดีค่ะ

เชื่อเพื่อนมากเกินไป
บางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน ซึ่งก็โทษไม่ได้อีกนั่นแหล่ะค่ะ เพราะจากที่เคยเจอกัน ทานข้าวด้วยกันทุกวัน ก็กลับกลายเป็นว่าคุณไปตัวติดกับแฟนแทน  หรืออาจจะด้วยความหวังดีมากเกินไป ก็เลยคิดแทนคุณไปหมดว่าแฟนคุณดีพอสำหรับคุณหรือเปล่า

โกรธแล้วไม่พูดด้วย
เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูดกัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้

นัดแล้วไม่เป็นนัด
การเลื่อนนัดประเภทเลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาเลทแบบนัดเช้ามาบ่ายนัดบ่ายมาเย็น  อาการแบบนี้เนี่ย บางคนเขารอบ่อย ๆ รอไปรอมา เลิกรอตลอดไปเลยก็มีนะคะ

พูดจาข่มกันต่อหน้าคนอื่น
อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็ก ๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้ค่ะ

โกหก
บางคนโกหกเป็นนิสัย ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร  แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้น้อยคนนักถึงจะยอมเข้าใจค่ะ


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 10 ส.ค. 2554 เวลา 22:14 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

ฝากไว้ก่อน...

ไหว้พระ ๙ วัด เสริมศิริมงคล สุขภาพ การงาน ความรัก
ไหว้พระใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครที่ผูกดวงชะตากันทั้ง๙วัดและความหมายของแต่ละวัด
1.วัดพระแก้ว         2.วัดโพธ์          3.วัดสุทัศน์ 
4.วัดชนะสงคราม     5.วัดสระเกศ      6.วัดระฆัง   
7.วัดกัลยาณมิตร     8.วัดอรุณ         9.วัดบวร

 

 

ฝากไว้ก่อน ...ทะเลาะอย่างไรไม่กระทบความรัก

หากเกิดปัญหาขึ้น เราจะประนีประนอมถนอมความรู้สึกคนรักได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหยุมหยิมไปจนถึงเรื่องการให้เกียรติกัน และความเสมอภาคเท่าเทียม เราจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีที่จะจัดการ กับความขัดแย้งเหล่านี้

คุณจะตำหนิเขาอย่างไรโดยที่ไม่ใช้คำพูดถากถาง คุณจะขอร้องเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอย่างไรโดยไม่มีการข่มขู่ หรือทะเลาะกันด้วยวิธีไหนด้วยคำพูด และการกระทำแบบใดที่จะไม่ทำให้ทั้งคุณและเขาต้องเสียใจภายหลัง

- ติเตียนโดยไม่ใช้คำพูดรุนแรง


เราควรฝึกไว้ใช้กับทุกๆ เรื่องในชีวิตประจำวัน ลองนึกดูสิว่าถ้าเจ้านายตำหนิคุณเรื่องงานโดยใช้คำพูดที่คุณฟังแล้วไม่รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่า คุณก็จะไม่รู้สึกเครียด หรือการที่คุณ สามารถบอกคนรักได้ว่าคุณไม่พอใจที่เขาทิ้งกางเกงในเรี่ยราดบนพื้น โดยไม่ต้องใช้คำพูดถากถาง ประชดประชัน ที่สำคัญควรรู้จักยั้งคำพูดไว้บ้าง ไม่ใช่ระเบิดออกไปอย่างกราดเกรี้ยว คุณสามารถบอกคนรักให้เข้าใจความรู้สึกของคุณโดยนำการกระทำ และความรู้สึกมาผูกไว้ในประโยคคำพูด

เช่น "เวลาคุณ...(การกระทำของเขา) ฉันรู้สึก...(ความรู้สึกของคุณ)" เพียงแต่เติมคำลงในวงเล็บ ซึ่งควรเป็นคำพูดที่ตรงและเห็นภาพได้ เช่น "เวลาคุณทิ้งกางเกงในกองบนพื้น มันทำให้ฉันหงุดหงิด" หลีกเลี่ยงคำพูดใดๆ ที่จะไปกระตุ้นอารมณ์โกรธหรือโมโหของผู้กระทำ เช่น "ตอนคุณทิ้งกางเกงในบนพื้น มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็น*****ข้าที่ต้องคอยตามเก็บ" พูดอะไรให้มันตรงประเด็นและเข้าใจได้ง่าย

- หลีกเลี่ยงการดูถูก

การพูดดูถูกกันไม่ได้เป็นผลดีขึ้นเลย รวมถึงแววตาแสดงความรังเกียจหรือคำพูดเยาะเย้ย สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายส่อว่าชีวิตคู่จะมีปัญหาหนัก คุณจำเป็นต้องเปิดอกคุยกัน อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้ หากเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดจาเชิงเยาะเย้ยคนรักเมื่อใด ควรสำรวจและทบทวนความรู้สึกของตนเองได้แล้ว หากคิดว่าเขาทำอะไรมักผิดไปหมด กรุณามองด้วยว่าสิ่งที่คุณทำนั้นมันถูกทุกอย่าง? รวมถึงควรมองพฤติกรรมของคนรักในแง่มุมอื่นๆ บ้าง

- โทษที่การกระทำ

ไม่ใช่ที่ตัวผู้กระทำ การกล่าวโทษว่าเขาป็นคนผิด ไม่ใช่การกระทำของเขาที่ผิด จะนำไปสู่ปัญหาได้ ซึ่งเราก็โทษกันแบบนี้อยู่บ่อยๆ "คุณไม่เคยเห็นคุณค่าของฉันเลย" ไม่มีใครพอใจที่ถูกกล่าวหา และคนเราเมื่อถูกกล่าวหาก็มักจะต้องปกป้องตัวเอง ดังนั้นเมื่อคุณรู้สึกโกรธและอยากจะระบายออกมา

คุณควรจะสงบสติอารมณ์และคิดมุ่งไปที่ตัวปัญหา ถ้าอยากให้เขารู้ถึงความรู้สึกของคุณ ก็ควรใช้คำพูดที่บ่งบอกถึงการกระทำของเขาที่กระทบความรู้สึกของคุณ พูดเฉพาะการกระทำที่ทำให้คุณโกรธ เป็นต้นว่า "ฉันกลัวเวลาคุณโมโหค่ะ" แทนที่จะพูดว่า "เวลาคุณโมโหนี่เหมือนคนบ้าเลยนะ"

- พูดกันให้เข้าใจ

ความมั่นคงทางอารมณ์ เกี่ยวข้องกับการเข้าใจความรู้สึกของตัวคุณเอง สามารถแสดงออกได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่พาลโทษสิ่งอื่นใด และสามารถที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ คู่รักที่รู้จักสงบสติอารมณ์และหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง รู้จักการประนีประนอมก็จะอยู่กันได้อย่างมีความสุข แต่การประนีประนอมอาจเป็นไปได้โดยไม่ราบรื่น หากอีกฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉย ไม่ยอมให้ความร่วมมือ โดยการไม่พูด การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเงียบเฉยไม่ยอมพูดจาปรับความเข้าใจกันเป็นอีกสาเหตุสำคัญทำให้ความสัมพันธ์จบลงได้

- ขจัดความคิดทางลบ

ความคิดในเชิงลบอาจทำให้ชีวิตรักพังพินาศได้ หากแฟนของคุณเต้นรำใกล้ชิดกับเพื่อนสนิทมากเกิน อาจไม่ได้หมายความว่าเขากำลังพยายามลวนลามเธอ และหมดรักคุณแล้ว จำไว้ว่าการทำไม่ดีเพียงครั้งเดียว ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนเลวไปเลย ขจัดความคิดในเชิงลบออกไปจากหัวสมองของคุณเสียก่อนที่มันจะสายเกินไป

- ควบคุมความโกรธ

ความโกรธเป็นสิ่งที่เราต้องระบายมันออกมา แต่การระเบิดความโกรธอย่างเดือดดาลไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามการอดกลั้นเอาไว้ก็เป็นโทษได้เช่นกัน จากการวิจัยพบว่ายิ่งเก็บความโกรธไว้มากเท่าไหร่ ก็จะนำไปสู่การระเบิดอารมณ์ที่รุนแรงมากเท่านั้น

วิธีการจัดการกับความโกรธก็คือการสงบสติอารมณ์โดยเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่น เช่น เลี่ยงออกไปเดินข้างนอกเสียและคิดถึงเรื่องอื่นแทน พอคุณเริ่มสงบลงก็กลับมาพูดจากันใหม่ โดยใช้เหตุผลอย่าให้อารมณ์รุนแรงมาแทรก

- ถ้าปรับความเข้าใจกันได้

ก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น ถ้าคุณฝึกทักษะเหล่านี้สำเร็จ บทเรียนที่คุณจะได้รับนอกจากจะสามารถสื่อสารกันเยี่ยมยอดแล้ว ยังใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้นเป็นรางวัล เมื่อคุณสามารถบอกคนรักได้ถึงความรู้สึกของคุณ พร้อมกับรับฟังความรู้สึกของเขาได้เช่นกัน ความใกล้ชิดก็จะบังเกิดขึ้น และเมื่อนั้นคุณทั้งสองก็จะสัมผัสได้ถึงความมั่นคง ซึ่งทั้งหมดนี้แหละที่เรียกว่า "รักแท้"


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 10 ส.ค. 2554 เวลา 22:16 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

ฝากไว้ก่อน...

สูตรน้ำสมุนไพรรสชาติ ดี หวานหอมกินง่าย ทั้งแก้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล มาฝากกันอีกด้วย นั่นก็คือ น้ำตะไคร้ใบเตย

          ส่วนผสม ตะไคร้ทั้งตั้นใช้ทั้งใบและราก 5 ต้น เกลือ 1/4 ช้อนชา เตยหอม หั่นเป็นท่อน 1 ใบวิธีทำ ล้างตะไคร้ให้สะอาด นำมาทุบให้บุบ แล้วตัดเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มตะไคร้และเตยหอมกับน้ำให้เดือด แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนน้ำเริ่มเป็นสีเขียว เติมเกลือลงไป ต้มต่ออีกสักครู่แล้วเทน้ำตะไคร้ใส่หม้อชาหรือกาแฟ รินดื่มได้ตลอดวัน โดยเติมน้ำผึ้งลงไปเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น

**********************************************************************

ฝากไว้ก่อน .....

อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรม

1. อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปาง ก่อน จะเปลี่ยนจาก หนักเป็นเบา จากเบาเป็น สูญ

2. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สรรพภยันตราย สลาย ปวงภัยไม่มี คนคิดร้ายไม่สำเร็จ

3. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ แต่ปางก่อน เมื่อได้รับ ส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม

4. เหล่ายักษ์ผีรากษส งูพิษเสือ ร้าย ไม่อาจเป็น ภัยอยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัย

5. จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงาน เป็นมงคล รุ่งเรือง ก้าวหน้าผู้คนนับถือ

6. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดม สมบูรณ์ปรากฏ ( เกินความคาด ฝัน) ครอบครัวสุข สันต์ วาสนายั่งยืน

7. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหาย ปรีดา หนี้สินจะหมด ไป

8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หาย เข็ญ สตรีจะได้เกิดเป็นชายเพื่อ บวช

9. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญ เกื้อหนุน มีปัญญาล้ำ เลิศ บุญกุศลเรืองรอง

10. สิ่งที่สร้าง จะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็นเป็น เนื้อนาบุญอย่างเอนกทุกชาติของ ผู้สร้างที่ เกิดจะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้าปัญญาในธรรมแก่กล้า สามารถได้อภิญญาหก สำเร็จ โพธิญาณ

ฝากไว้ก่อน..... ทำไมคนเราต้องฝัน

นักจิตวิทยาในช่วงศตวรรษที่ 19 หรือ 80-90 ปีที่ผ่านมา เขาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิต ไม่ใช่ลางบอกเหตุในอนาคต กลับจะเป็นตัวบ่งชี้ความนึกคิดก่อนฝันเสียด้วยซ้ำ

อย่างทฤษฎีของซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชาวยิวที่ไปอยู่เยอรมัน แล้วเสียชีวิตที่ออสเตรเลีย ถือเป็นนักจิตวิทยาที่โด่งดังคนหนึ่งของโลก กล่าวไว้ว่า

ความฝันเกิดจากจิตใต้สำนึกของคนเรา ซึ่งเป็นแรงผลักดันจาก Id หรือ อิด ซึ่งหมายถึงสัญชาตญาณที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่วนจิตใต้สำนึกคือความคิด ความรู้สึกที่เราไม่รู้ พูดง่ายๆอีกได้ว่า

ความคิดความรู้สึกที่ไม่รู้คือจิตใต้สำนึก ส่วนที่รู้ก็ไม่เรียกจิตใต้สำนึก ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่เราตื่นอยู่เราไม่ได้คิดถึงฐานะความเป็นอยู่ แต่กลับฝันว่ามีเงินทองร่ำรวยและมีความสุขมาก นั่นแสดงว่าความรู้สึกลึกๆของเราอยากรวยนั่นเอง

ฟรอยด์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ความฝันอาจเกิดจากความต้องการที่ไม่ได้รับการสนองตอบ ทำให้เกิดความคับข้องใจหรือเก็บกด จึงระบายออกมาเป็นความฝัน เช่น ตั้งใจว่าอยากไปดูฟุตบอลยุโรปทัวร์นาเม้นต์ต่างๆในสนามจริงๆ ถึงช่วงฮอตๆ เช่น บอลโลก บอลยูโร ก็เกิดความอยากอยู่เรื่อย เลยเก็บเอาไปฝัน

กรณีนี้รวมไปถึงการหลงไหลได้ปลื้มใครสักคน โดยอาจจะนำไปฝันถึงสาวที่ปิ๊งอยู่ก็ได้ ส่วนการทำนายฝันตามตำราน่าจะเป็นศาสตร์คล้ายๆกับการทำนายดวงหรือหมอดู


 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 10 ส.ค. 2554 เวลา 22:17 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

ฝากไว้ก่อน .......

10 วิธีเปลี่ยนเพื่อนให้เป็นแฟน

<SCRIPT language=JavaScript src="/global_js/global_function.js"> เมื่อน้ำตาลกับมดอยู่ใกล้กัน บางครั้งน้ำตาลอาจจะเป็นฝ่ายหลงรักมดน้อย แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกออกไปตรงๆ มันน่าอึดอัดมากกับการหลงรักคนที่สนิทสนมกันมากๆ จะทำอย่างไรดีหละ



1. ยอมรับกับตัวเองก่อน คุณอาจบอกใครต่อใครว่ารักเขาแบบพื่น้อง แต่ความจริงเป็นอย่างไร หัวใจมันก็คอยฟ้องอยู่ ดังนั้น ขั้นแรกสุด คุณต้องยอมรับเจ้าความรู้สึกนี้ และยอมรับว่าคุณยังไม่พอใจกับสิ่งที่เรียกว่า "มิตรภาพ" เราขอเตือนไว้ก่อนนะคะ ในขณะที่คุณเอาแต่มอง ผู้หญิงคนอื่นเขาก็มาเล็มมาตอด "เพื่อนรัก" ของคุณไปไหนถึงไหนแล้ว และก็มีแต่คุณนั่นแหละที่หัวเสีย จะทนกับสภาพแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนล่ะคะ

2. พูดจาภาษาดอกไม้ เรารู้ว่ามันติดปาก แต่เลิกเรียกเขาว่า "เพ่" "แก" หรือชื่อที่พ่อแม่เขาไม่ได้ตั้งให้อย่าง อ้วน เตี้ย แล้วก็ต้องหยุดพูดคำสมัยพ่อขุนรามกับเขาด้วยนะคะ ภาษาแบบนี้เขาเอาไว้ใช้กับเพื่อน และก็ไม่ได้รื่นหูหรือทำให้หัวใจเขาสั่นสะเทือนเลย

3. แต่งตัวแบบสาวหวาน เป็นผู้หญิงอินเลิฟก็ต้องแสดงออกบ้างนะ จริงอยู่ที่คุณอาจมีสไตล์ และก็เป็นตัวของตัวเองมาก แต่ลองทำความรู้จักกับสาวหวานที่อยู่ในกระจกกันหน่อย ลองเปลี่ยนจากกางเกงยีนส์ตัวเก่งมาเป็นกระโปรงหวานๆ สักตัว คำแนะนำนี้อาจเชยไปนิด แต่เรารับรองได้ ผู้ชายเป็นสัตว์ประเสริฐที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาเห็น รับรองว่าพ่อหนุ่มน้อยต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงของคุณแน่ๆ ค่ะ

4. อย่าปิดหัวใจ เผื่อทางเลือกไว้นิดนึง การคบกับหนุ่มคนอื่นที่จริงใจสักคนไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าไม่มีอะไรเกินเลย เกิด "เพื่อนรัก" ของคุณเขาถามถึงหนุ่มคนนั้น ก็เป็นโอกาสดีที่จะเช็คว่าเขากังวลเรื่องคู่แข่งรึเปล่านะ เอาน่า... แข่งนิดแข่งหน่อยดีต่อสุขภาพนะจ๊ะ หุหุ

5. อย่าเอาแต่นั่งฝันหวาน สมมติว่ามีเพื่อน B ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลยมาพูดข้างหูทุกวันว่า "เธอกับ A ถ้าคบกันคงดีนะ" คุณจะรู้สึกยังไง? รำคาญสุดๆ เลยล่ะ มองในอีกแง่หนึ่ง คุณก็คงดีใจอยู่ที่ B เห็นอย่างที่เราเห็น แต่ A ต่างหากที่เป็นคนสำคัญ และเขาจะไม่หันมาคบกับคุณเพียงเพราะเสียงซุบซิบของคนในวงนอก คำถามอยู่ที่ว่าคุณกับเขาเคมีตรงกันแค่ไหน มีใจตรงกันรึเปล่าล่ะคะ?

6. เฟลิร์ตสนุกๆ ถ้าอยู่ดีๆ สาวห้าวนิดๆ กระโตกกระตากหน่อยๆ จะมานั่งทำตัวหวานแหววคอยให้ท่าเขามันก็คงจะดูประหลาดและน่าสงสัยพิลึก ไม่ต้องถึงขนาดนั้นตัวร้ายในละครหลังข่าวหรอกค่ะ ขอให้ลองยิ้มให้มากขึ้นและหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ หาโอกาสแอบแตะแขนเขาบ้าง ถ้าผมยาวสลวยก็ลองสะบัดผมดูสักนิด น่านะ ยั่วหน่อยเถอะค่ะ เราไม่ได้บอกให้คุณทอดสะพาน แต่ถ้าผู้ชายคนนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้องจริงๆ ทั้งดวงตาและรอยยิ้มของคุณจะเปล่งประกายอยู่แล้วน่ะ

7. ชวนเดตสิคะ เรื่องที่เศร้าที่สุดสำหรับการคิดถึงใครสักคนก็คือ การที่คนๆ นั้นนั่งอยู่ข้างๆ เรานั่นแหละ คุณอาจจะแฮงเอาต์กับเขาฉันเพื่อน แต่ความจริงแล้วอยากเอามือลูบไล้เส้นผมไม่ได้หวีของเขาใจจะขาด อิอิอิ ได้เวลาชวนเขาเดตเป็นเรื่องเป็นราวแล้วล่ะ อย่าทรมานตัวเองเลยนะ

8. หาข้อมูล อยากบอกเขาตรงๆ แต่กลัวว่าคุณจะเฮิร์ตเสียเองใช่มั้ยล่ะคะ? ลองถามเพื่อนๆ ว่าเขามีปฏิรกิริยาอย่างไรกับเรื่องของคุณ หมั่นอ่านภาษากายเขาหน่อย เขาทีท่าทางอยากเป็นมากกว่าเพื่อนรึเปล่า หาเรื่องจับมือเราบ้างมั้ย แววตาที่เขามองเราแปลกไปจริงเหรอ แต่ขอร้องว่าอย่าจินตนาการไปคนเดียว ถามคนอื่นด้วยนะคะ!

9. พูดตรงๆ เมื่อผ่านข้ออื่นมาหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้สักที การบอกตรงๆ อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด มองหาที่ส่วนตัวเงียบๆ บอกความรู้สึกของคุณให้เขารู้ ค่อยๆ บอกให้เป็นลำดับขั้นตอน เป็นเหตุผลหน่อย (ผู้ชายตอบสนองกับเหตุ-ผลมากกว่าอารมณ์ ถึงเขาจะเป็นเพศที่อารมณ์เป็นใหญ่ก็ตามเถอะ) หลังจากนั้น ถามความรู้สึกเขาแล้วฟังให้ดีๆ ล่ะ

10. รอ ใจเย็นๆ นะ คนที่ใช่ต้องมาพร้อมกับเวลาที่เหมาะ แม้ว่าในที่สุดคุณจะตระหนักได้ว่าตัวเองมีความรู้สึกอย่างไร แต่เขาอาจจะคบกับคนอื่นอยู่ ในกรณีนี้ก็รักษามิตรภาพไว้ให้ดี ใครจะรู้ ในอนาคตอาจกลายเป็นอย่างอื่น คู่กันแล้วไม่แคล้วหรอกค่ะ

*****************************************

ฝากไว้ก่อน ....เคล็ดลับ  เรียนอย่างไรให้เกรดดีขึ้น

sanook!campus-การจะเพิ่มเกรดเฉลี่ยจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเกินไปนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยซะทีเดียว เพราะน้องๆต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างออกไป ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นน้องๆหลายคนติดจนเป็นนิสัยไปเสียแล้ว แต่ไม่มีอะไรยากเกินไปแน่นอน ถ้าเราตั้งใจทำจริง เอาหละครับที่นี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยกว่า พี่มี 5 ข้อสำหรับน้องที่ต้องพยายามปฎิบัติให้ได้นะครับ ถ้าทำได้ตามนี้ รับรองเกรดพุ่งแน่ๆครับ

1. ข้อนี้ง่ายๆครับไม่ยาก นั้งแถวแรกของห้องเรียน น้องๆส่วนใหญ่ 80% ที่เกรดไม่ดีจะนั่งหลังห้อง บางครั้งอาจารย์พูดสอนอะไรอาจจะได้ยินไม่ชัดเจน หรือบางครั้งถ้าเราไม่รู้จักควบคุมตัวเองก็จะไขว่เขวได้ง่าย เพราะฉะนั้นมานั้งหน้าห้องซะดีๆ

2. เอาหนังสือมาเรียนด้วยทุกครั้ง (ย้ำว่าต้องเป็นของตัวเองนะครับ) พอเราปรับพื้นที่มานั่งโซนหน้าห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่นี่ได้ยินได้เห็นสิ่งที่อาจารย์สอนชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ก็จดสิ่งที่เป็นประโยชน์ลงไปในหนังสือทุกครั้ง จะได้เก็บเอาไปทบทวนที่บ้านได้ด้วย

3. ทำการบ้านเองทุกครั้ง เมื่อมีสมาธิกับการเรียนแล้ว พี่คิดว่าเราคงพอจะทำการบ้านเองได้บ้าง ถ้าวิชาไหนไม่ไหวจริงๆก็ถามเพื่อน คิดว่าน่าจะช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว

4. บททวนบทเรียน เราตั้งใจเรียน ทำการบ้านเอง ทบทวงอีกเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วครับ

5. เลือกคบเพื่อน เพื่อนที่เราคบอยู่มีส่วนมากๆเลยนะครับที่จะช่วยทำให้ผลการเรียนดีขึ้น (ไม่ได้ให้ไปเลิกคบเพื่อนที่คบอยู่นะครับ) แค่ออกห่างมานิดหน่อยแล้วเปิดใจคบเพื่อนกลุ่มใหม่บ้าง เลือกคบเพื่อนที่ดูแล้วเขาสามารถช่วยเหลือเรื่องการเรียนเราได้บ้าง มีอะไรจะได้ปรึกษาหารือกัน

ถ้าทำทั้ง 5 ข้อนี้ได้รับรองเกรดเพิ่ม แน่ ๆ ทุกข้อที่กล่าวมาไม่ได้อยากเลยนะครับ ตั้งใจ ใส่ความพยายามลงไปสักนิด คิดว่ายังไงก็ต้องสำเร็จครับ  สู้ๆๆๆ

 

********************************************

 

ฝากไว้ก่อน....

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในสำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คือ

1.อาหารที่อยู่ในกลุ่มอาหารขยะ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกรุบกรอบในซองสวยๆ น้ำอัดลม ลูกอม ลูกกวาด เพราะทั้งหมดนี้มีสารปนเปื้อน แต่งสี แต่งกลิ่น ตลอดจนสารกันบูด สารกันเชื้อรา สารเหล่านี้จะกระตุ้นทำให้อาการของภูมิแพ้กำเริบได้

2.นมวัว ในกรณีเด็กบางรายที่เคยมีอาการแพ้นมวัว ให้สงสัยว่าอาการภูมิแพ้ครั้งนี้อาจเกิดจากนมวัวอีกก็ได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกชนิดและดื่มนมถั่วเหลืองทดแทน

3.ผงชูรส ควรงดเด็ดขาด เพราะโซเดียมในผงชูรสทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลงได้

4.อาหารทอด อาหารมัน ถ้ารับประทานมากเกินไป ความมันจะกระตุ้นให้เกิดเสมหะในทางเดินหายใจ มีผลทำให้อาการภูมิแพ้แย่ลงได้

ใครรู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้ ก็ระวังเรื่องอาการการกินด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี

 

**********************************************

ฝากไว้ก่อน....

http://www.youtube.com/watch?v=2wvNXwxWf-4&feature=related  แหนแดงในนาข้าว

http://www.youtube.com/watch?v=pMqHjEGCie8&feature=related โรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์

******

http://www.youtube.com/watch?v=_Rohxn0YDh4&feature=related  5 ไร่ 1 ล้าน 1

http://www.youtube.com/watch?v=35R40Rz9tgg&feature=related 

http://www.youtube.com/watch?v=1ifwYqVJzGg&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=AQ8zthBmplU&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=erPTGt3O7Ew&feature=related

******

http://www.youtube.com/watch?v=9gGPQmftT5M&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=Xnw1NxmQm2U&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=iMrfbCn82WE&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=vocu9YQWZxU&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=1XOdIf6Kd88&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=XdE6DkD1AII&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=a4NwkzylwB0&feature=related

******************

http://www.youtube.com/watch?v=isoPPvYALZ4&feature=related


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 10 ส.ค. 2554 เวลา 22:19 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

 

ผักผลไม้บำรุงโลหิต

ผักและผลไม้ที่มีธาตุเหล็กมากในการช่วยบำรุงโลหิต ได้แก่ ถั่วฝักยาว ผักกูด ยอดกระถิน และเห็ดฝาง เป็นต้น ซึ่งหากคุณอายุ 42 ปี ประจำเดือนก็อาจจะเริ่มมาน้อยลงก็ได้ ส่วนยาเม็ดธาตุเหล็กขององค์การฯ Ferrous Sulfate ถ้าคุณต้องการรับประทานก็น่าจะได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน น่าจะดีกว่า เพื่อจะได้ทราบว่ามีความจำเป็นมากน้อยเท่าใดที่ต้องรับประทาน


*****

 

ผักใบเขียว+น้ำมันมะกอก = สูตรสำเร็จปกป้องหัวใจ

ผักใบเขียว+น้ำมันมะกอก=สูตรสำเร็จปกป้องหัวใจ

...เราทราบกันดีว่าผักดีต่อหัวใจ แต่ดีแค่ไหนกันล่ะ?...

เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีการศึกษาเพิ่มเติม โดย ดร.โดเมนิโก พาลลิ และทีมงานจากสถาบันวิจัยและป้องกันโรคมะเร็งแห่งฟลอเรนซ์ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า สาวๆ ที่กินผักใบเขียวอย่างน้อยหนึ่งหน่วยบริโภคต่อวัน มีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าถึง 40% ถ้าเทียบกับคนที่กินผักแค่สัปดาห์ละ 2 หน่วย และการติดตามกลุ่มตัวอย่างยังชี้ว่าน้ำมันมะกอกจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ทางนักวิจัยก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมผักใบเขียวและน้ำมันมะกอกจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ อาจเป็นเพราะโฟเลต สารต้านอนุมูลอิสระ โพแทสเซียม และวิตามินที่อยู่ในผักก็ได้

 

***********************************************

ผมหงอก

 ว่ากันว่าเวลาที่ตกใจสุดขีด เราอาจจะมีผมหงอกทั้งหัวได้ในเวลาชั่วข้ามคืน คำกล่าวนี้ไม่จริงเสียทั้งหมด เพราะผมหงอกเกิดจากเซลล์บริเวณรากผมผลิตเมลานิน  ซึ่งเป็นสารก่อสีน้อยลงผมก็เลยเป็นสีขาวยิ่งมีอายุมากเท่าไร เซลล์ก็จะผลิตเมลานินน้อยลงเท่านั้น คนแก่จึงมีผมหงอกทั้งหัว

 

          ส่วนความตกใจและความเครียดนั้น เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผมร่วงมากกว่าปกติ เมื่อผมที่มีสีดำร่วงไปมากมายในชั่วข้ามคืนเหลือแต่ผมหงอก คนที่พบเห็นจึงเข้าใจผิดว่า ผมเปลี่ยนสีจากดำเป็นขาวในชั่วข้ามคืนเท่านั้นเอง

 

 

*******************************************************

น้ำยาล้างผักสูตรทำเองง่ายๆ
 

การขนส่งผักกว่าจะถึงมือผู้ซื้อ แน่ใจได้อย่างไรว่าสะอาด ปลอดภัย และปราศจาก
สารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

การใช้น้ำยาล้างผัก สามารถลดสารพิษในผักได้มากกว่าการล้างด้วยน้ำเปล่า จะซื้อหามาใช้งาน หรือต้องการประหยัดด้วยการทำเอง ก็มีสูตรน้ำยาล้างผักที่สามารถ
ทำเองได้ง่ายๆ มาแนะนำ 3 สูตร ดังนี้

1. สูตรน้ำส้มสายช (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)
นำน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาดหรือน้ำประปาธรรมดา 15-20 ลิตร
แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง

2. สูตรน้ำเกลือ (ลดสารพิษได้ถึง 60-70%)
นำเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 4-5 ลิตร
แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง

3. สูตรน้ำโซเดียมไบคาร์บอเนต (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)
นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 20-25 ลิตร
แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง

การรับประทานผักมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรล้างก่อนรับประทาน เพราะ ช่วยให้
ผักสะอาด และลดสารพิษที่ปนเปื้อนมากับผักได้ ใส่ใจสักนิดเพื่อสุขภาพของตัวคุณ

 

****************************************************************

ว่าด้วยเรื่องของความคัน

 

หลายคนนึกว่าเรื่องคันตามเนื้อตัวร่างกายนั้นเป็นเรื่องเล็กๆ แต่วันนี้จะบอกท่านว่าเรื่องของการคันนี้ไม่ใช่เรื่องแสบๆ คันๆ เท่านั้น

เรารู้สึกคันตามผิวกายเกือบตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้างตามเรื่อง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วอาการคันคืออาการเจ็บนั่นเอง เพราะความรู้สึกคันเกิดขึ้นจากปลายประสาทผิวหนังถูกกระตุ้นหรือเกิดความ ระคายเคือง ประสาทที่รับความรู้สึกคันก็คือประสาทที่รับความรู้สึกเจ็บ ถ้ามีสิ่งกระตุ้นให้เกิดความระคายเคื่องต่อปลายประสาท แต่รู้สึกเจ็บเพียงเล้กน้อยตามผิวหนัง ก็จะกลายเป็นความรู้สึกคัน เช่น มดหรือแมลงไต่ตามผิวหนัง เป็นต้น อาการคันจึงเท่ากับอาการเจ็บในปริมาณที่น้อยนั่นเอง

สาเหตุการเกิดอาการคัน มีดังนี้

1.การเปลี่ยนแปลงชั้นผิวหนัง คันจากการสัมผัส สารระคาย หรือสารภูมิแพ้ สารใยแก้ว หนามและขนของแมลง พืชบางชนิดก็ทำให้คันได้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม อากาศร้อน ลมแรง อากาศหนาว อากาศแห้งก็เป็นปัจจัยทำให้ผิวหนังแห้ง และเกิดอาการคันตามมา

2.คัน จากโรคผิวหนัง โรคผิวหนังส่วนใหญ่จะมีอาการคันร่วมด้วย แต่ความรุนแรงจะขึ้นกับสภาพจิตและความไวของแต่ละบุคคล ผื่นคันเฉพาะที่พบบ่อย คือ ผื่นแพ้สัมผัส ผื่นแพ้ผิวหนัง กลาก ผื่นคันทั่วตัว เช่น ลมพิษ โรคหิด และ ผื่นคันไม่ทราบสาเหตุเฉพาะที่ เช่น ผื่นบริเวณอวัยวะเพศ และรอบทวารหนัก

3.โรคแฝงในอวัยวะอื่นอาจพบรอย ผื่นเกาทั่วตัวไม่พบลักษณะจำเพาะเจาะจงของโรคผิวหนัง อาการคันเป็นอาการที่นำมาพบแพทย์ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคตับ โรคไต โรคโลหิตและมะเร็งต่าง ๆ ภาวะหมดประจำเดือน และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

4.คันจากความผิดปกติของระบบปลายประสาท เช่น ปลายประสาทอักเสบจากโรคงูสวัด และเริมใน

5.สาเหตุอื่น ๆ อาการคันอาจเกิดจากสารสื่อในสมองปรวนแปร และอาจเกิดจากปัญหาทางจิตใจ

เมื่อเกิดอาการคันหรือการเจ็บน้อยแล้ว คนเราจึงต้องเกาเพื่อให้ส่วนที่คันนั้นเจ็บ เมื่อเปลี่ยนความรู้สึกเป็นเจ็บแล้ว คนก็พอใจที่หายคัน แม้จะต้องทนเจ็บแทน

ธรรมชาติของมนุษย์นี่ก็ประหลาดดีครับ ทนคันไม่ได้ แต่ว่าทนเจ็บได้

**************************************************************

คิดบวก สุขกว่า แข็งแรงกว่า

 

มีเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับการคิดบวก และภูมิต้านทาน ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเคนทักกี สหรัฐอเมริกา ได้มีการทดลองกับนักศึกษา วิชากฎหมาย ชั้นปีที่ 1 จำนวน 124 คน โดยผู้วิจัยได้แบ่งนักศึกษาเป็นสองกลุ่มและ ให้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดก็ได้ในแง่บวกและลบ เช่น การประสบความสำเร็จ ในวัยเรียน

พร้อมกันนั้นยังได้ฉีดแอนติเจนเข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายผ่านทาง ผิวหนังทำให้เกิดผื่นเป็นรอยนูน และเป็นที่น่าสังเกตว่า นักศึกษากลุ่มที่มองโลก ในแง่บวกอยู่เสมอจะมีอาการบวมนูนที่ผิวน้อยกว่ากลุ่มที่มองโลกในแง่ลบ

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการทดลองคล้ายๆ กันจากหลายสถาบันที่ยืนยันผลเหมือนกัน ด้วยว่า การมองโลกในแง่บวกช่วยให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายดีขึ้น นับเป็นข้อสนับสนุน สำคัญที่ว่า การมองโลกในแง่บวกนอกจากจะนำมาซึ่งความสุขและช่วยให้ เราพร้อมรับมือหรือเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ แล้ว ยังทำให้ร่างกาย แข็งแรง มีภูมิต้านทานดีขึ้นด้วย

 

*******************************************

สถานะโดนๆ ที่เห็นแล้วต้อง กด Like

 

วันนี้ทีมงาน Sanook! Campus มีประโยคเด็ดๆ โดนๆ ชอบประโยคไหนเอาไปเป็นสถานะใน facebook รับรอง กด Like กันมากมาย อาจถึงขั้น กระทืบ Like เลยทีเดียว

ทีมงานออกตัวก่อนนะว่าไม่ได้คิดเอง เอามาจาก forward mail ^^

1. คนนึง "คิดถึง" อีกคน "คิดถอย" คนนึง "เฝ้าคอย" อีกคน "เดินหนี" คนนึง "ห่วงหา" อีกคน "ไม่มี" คนนึง "ภักดี" อีกคน "เปลี่ยนไป"

2. ความรักคือการเดินทางไกล กว่าจะถึง "หัวใจ" มันต้องใช้ "เวลา"

3. "เวลา" จะช่วยให้ทุกสิ่ง "ดีขึ้น"... แต่ "เวลา" ไม่ได้ช่วยให้...ทุกอย่าง"เหมือนเดิม

4. เวลาน้ำ "เข้าตา" มันจะ "แสบที่ตา" เเต่ถ้าน้ำ "ออกจากตา" มัน "แสบที่ใจ"

5. สิ่งหนึ่งที่ยังเต้นอยู่คือ"หัวใจ" แต่สิ่งหนึ่งที่หยุดนิ่งลงไปคือ "ความรู้สึก"

6. ความรักบางครั้งก็เหมือนกีฬา, ต่อให้เราฝืนทดเวลาบาดเจ็บอีกกี่ครั้ง, มันก็ยังหมดเวลา

7. คนที่ถูกคอมักอยู่ไกล คนที่ถูกใจมักเย็นชา คนที่ตามหามักล่องลอย คนที่รอคอยมักไม่เจอ

8. "ความดึก" ทำให้เรานอนเหงาหรือ "ความเหงา" ทำให้เรานอนดึก

9. ถ้าความรักคือการเดินทาง, หัวใจคงเป็นเข็มทิศ, และจุดหมายก็คือเธอ

10. รักไม่ใช่ "การพยายามเข้าใจ" แต่รักคือ "การเข้าใจโดยที่ไม่ต้องพยายาม"

11. บางครั้งโลกก็แคบเกินกว่า"จะมีใคร" แต่บางคราวโลกก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่"จะอยู่คนเดียว"

12. บังเอิญพบ .. บังเอิญรัก .. บังเอิญรู้จัก .. อาจเกิดขึ้นได้ .. แต่ไม่มีหรอก .. บังเอิญนอกใจ

13. บางเบอร์ในมือถือ "ไม่มีทาง" ที่จะโทรหา... แต่มีค่าทาง "ความรู้สึก" เกินกว่าจะลบทิ้ง

14. หนึ่ง sms ของใครบางคน ... ทำให้คนบางคนไม่ยอมลบ ... และอ่านแล้วอ่านอีก

15. ตัดใจจากเธอ" ว่ายากแล้ว "ตัดเธอจากใจ" มันยากกว่า

16. การแอบรักใครข้างเดียว ก็เหมือน"ผ้าอนามัย" เพราะทุ่มเทเท่าไหร่ก็ไม่มีวัน"ไหลย้อนกลับ"

17. เวลารักเริ่ม "จืดจาง" ความทรงจำเก่าๆจะยิ่ง "ชัดเจน"

18. สิ่งที่ทำร้ายเราที่สุด..ไม่ใช่คนที่ "เปลี่ยนไป".. แต่เป็นตัวเราเอง..ที่ไม่เข้าใจการ "เปลี่ยนแปลง"

19. ความรัก ไม่ใช่การครอบครอง.. แต่มันคือการที่ได้ยืนมองเธอมีความสุข

20. "Did" เป็นอดีตของ "Do" แต่ "You" เป็นอดีตของ "I"

21. "ปลั๊ก" คือ อุปกรณ์ไฟฟ้า "ราว" คืออุปกรณ์ตากผ้า... มันไม่สำคัญว่า "ราวหรือปลั๊ก" แต่สำคัญที่ "รักหรือป่าว"

22. เวลาทำให้เรากลายเป็น"คนรัก" แล้วเวลาก็มักทำให้เรากลายเป็น"คนอื่น

23. "รักแท้" ไม่ได้แพ้ "ระยะทาง" แต่แพ้คน "ใจกว้าง" ที่โทษ "ระยะทาง" แล้วทำมาเป็น "อ้าง" ว่า..."ห่างกัน"

24. การมี "แฟน" แค่บอกสถานะให้รู้ว่าคุณ "มีคู่" แต่ไม่ได้บอก ว่าคุณจะ "มีค่า"

25. สะกดคำว่าคิดถึงไม่ยาก, สะกดใจไม่ให้คิดถึง, ยากกว่า

26. ความรักมีสองอย่าง, ไม่ดูแลกันตลอดไป, ก็ได้แค่คิดถึงกันและกันตลอดไป

27. ระยะทางแค่ทำให้เรารู้สึกห่างหาย แต่ความรู้สึกทำให้เราห่างเหิน

28. ส่วนผสมของ"ความรัก"คือ"เวลา"... ส่วนผสมของ"น้ำตา" คือ"ความเสียใจ"

29. ความสุขของการคิดถึง, คือการได้รู้ว่า, เขาก็คิดถึง

30. พูดง่ายกว่าทำ , จำง่ายกว่าลืม = ความรัก

31. ความรักเกิดขึ้นจากการรักใครบางคน, แต่ไม่ได้หายไป, เพราะความไม่รักของใครคนนั้น

32. ความรักที่มีให้เธอคือการเดินทาง, เริ่มต้นทุกอย่างได้ตลอดไป, และไม่เคยมีที่สิ้นสุด

33. บางทีความรัก ไม่ได้เริ่มจากการ "รู้จัก" แต่เริ่มกับความ "รู้สึก"

34. ดีใจตอน "เธอมา" เสียน้ำตาตอน "เธอไป" ร้องไห้มากเท่าไหร่ แต่เจ็บตอน "เธอไป" ไม่เท่าตอน "เธอกลับมา"

35. อย่าหยุดที่ใครสักคน เพียงเพื่อจะพัก...จงหยุดที่จะรักเพราะ รักเขา..หมดหัวใจ

 

***********************************************************

โรคภูมิแพ้ โดย นายแพทย์มนตรี ตู้จินดา
          โรคภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดขึ้นในบุคคลบางคน   เนื่องจากร่างกายของผู้นั้นมีปฏิกิริยาต่อสารที่เข้าไปในร่างกายผิดไปจากคนส่วนใหญ่   พบโรคกลุ่มนี้ได้บ่อยในประชากรทั่วโลกรวมทั้งชาวไทยด้วย
          อาการของโรคภูมิแพ้  เกิดขึ้นเนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างสารก่อภูมิแพ้ (allergens) ซึ่งเป็นสารจากภายนอกเข้าไปในร่างกาย กับภูมิแพ้ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นภายหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปกระตุ้นในครั้งก่อนๆ ภูมิแพ้นี้อาจอยู่ในน้ำเหลือง    (เซรุ่ม)    หรืออยู่ในเซลล์ประเภทลิมโฟไซต์ (lymphocyte) ก็ได้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายระบบอวัยวะ    สุดแต่ว่าบุคคลนั้นจะมีระบบอวัยวะใดเป็นที่ตอบสนอง    อาจแสดงออกในระบบทางเดินหายใจ  เช่น  หอบหืด อาจแสดงออกทางผิวหนัง เช่น  ลมพิษ หรืออาจแสดงออกทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน อุจจาระร่วง บางรายเกิดปฏิกิริยารุนแรงจนทำให้เกิดอาการหลายระบบพร้อมกัน เช่น  มีอาการช็อก หายใจไม่ออก และอาจถึงแก่ กรรมในระยะเวลาอันสั้นได้ ภาวะเช่นนี้ เราเรียกว่า  "ภาวะอะนาไฟแลกซิส" (anaphylaxis)
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้
          ๑. กรรมพันธุ์   กรรมพันธุ์มีความสำคัญในการถ่ายทอดโรคภูมิแพ้หลายชนิด เช่น โรคหืด จมูกอักเสบจากการแพ้  ผื่นเอ็กซีมา  แม้กรรมพันธุ์จะมิใช่เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดโรค     แต่บุคคลที่มีกรรมพันธุ์ของโรคเหล่านี้ ย่อมมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่าบุคคลที่ไม่มีประวัติโรคดังกล่าวในครอบครัว
          ๒. สารก่อภูมิแพ้  คนที่จะเกิดโรคภูมิแพ้จะต้องได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าร่างกายมาก่อน การได้รับครั้งแรกจะไม่มีอาการ ยิ่งได้รับสารภูมิแพ้เข้าร่างกายมากเท่าใด  บ่อยเท่าใด  ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดอาการแพ้ได้มากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีแนวโน้มในการ เกิดโรคภูมิแพ้อยู่ด้วย เช่น มีกรรมพันธุ์ก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นได้ง่ายขึ้น
         สารก่อภูมิแพ้เป็นสารอยู่รอบตัวเรา  สารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติก่อภูมิแพ้ไม่เหมือนกัน บางชนิดก่อได้ง่าย บางชนิดก่อได้ยาก สารประเภทโปรตีนก่อภูมิแพ้ได้ดี  สารเหล่านี้เข้าร่างกายได้โดยการสูดหายใจเข้าไป เช่น ฝุ่นในบ้าน ตัวไรในฝุ่น ขนและรังแคสัตว์เศษแมลง เกสรของดอกไม้ ดอกหญ้า และวัชพืชตลอดจนสปอร์ของเชื้อราที่มีอยู่ในอากาศมากมาย ในแต่ละฤดูกาล และในแต่ละภูมิประเทศมีเกสรพืชและ สปอร์ของเชื้อราแตกต่างกัน สารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจเข้าร่างกายโดยการรับประทาน  เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และยา เป็นต้น สารบางอย่างอาจเข้าร่างกายโดยการสัมผัส เช่น เครื่องสำอาง เครื่องใช้ประจำบ้าน และสารบางอย่างอาจเข้าไปได้โดยการฉีดเข้าร่างกาย เช่นยา เป็นต้น
         เมื่อสารก่อภูมิแพ้จะเข้าร่างกายโดยทางใดก็ตามบุคคลส่วนน้อยเท่านั้นที่จะสร้างภูมิแพ้ตอบสนองจำเพาะต่อสารที่ตนแพ้ โดยสารก่อภูมิแพ้จะเข้าไปกระตุ้นกลุ่มเซลล์ประเภทลิมฟอยด์ (lymphoid cell) บางชนิดให้สร้างภูมิแพ้ขึ้น    ภูมิแพ้อาจอยู่ในน้ำเหลืองซึ่งเป็นส่วนของอิมมูโนโกลบุลิน  อี (immunoglobulin  E) หรือเรียกย่อว่า  lg  E  หรือเซลล์ลิมฟอยด์บางชนิดที่ถูก\สารก่อภูมิแพ้กระตุ้นอาจเป็นตัวแสดงปฏิกิริยาได้ถ้าสารก่อภูมิแพ้อีก  เซลล์พวกนี้จะมีคุณสมบัติจำได้ว่าตัวเองถูกกระตุ้นด้วยสารใด  เมื่อร่างกายได้รับสารที่ตนเองสร้าง ภูมิแพ้เข้าร่างกายอีก    ก็เกิดปฏิกิริยาระหว่างสารก่อภูมิแพ้กับภูมิแพ้ในน้ำเหลือง (หรือกับเซลล์ลิมฟอยด์ที่เคยถูกกระตุ้นไว้) มีผลทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีหลายชนิด สารเหล่านี้จะไปออกฤทธิ์ต่ออวัยวะที่ตอบสนอง  แต่ละคนอาจมีอวัยวะตอบสนองต่างกัน  แม้ว่าจะได้รับสารที่ตนแพ้อย่างเดียวกัน   เช่น  บางคนสูดฝุ่นบ้าน แสดงออกโดยหอบหืด  บางคนอาจแสดงออกเพียงมีน้ำมูกไหลจาม และคันจมูก เท่านั้น หรือการแพ้ยา แม้ว่าจะเป็นยาชนิดเดียวกัน   บางคนแสดงออกโดยเป็นลมพิษบางคนหอบหืด  แต่บางคนอาจช็อกจนเสียชีวิตได้
[กลับหัวข้อหลัก]

เด็ก ๆ เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่มีขนอาจเกิดอาการแพ้ได้

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคภูมิแพ้ที่พบในคนไทย
         โรคหืด
         เป็นโรคที่หลอดลมของผู้ป่วยไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าปกติ  ทำให้หลอดลมเกิดหดเกร็งเนื่องจากกล้ามเนื้อรอบหลอดลมหดเกร็ง  มีเสมหะมากและผนังหลอดลมบวม การหดเกร็งของหลอดลมนี้เกิดเป็นครั้งคราว ขณะเกิดอาการทำให้หายใจผ่านทางลำบากขึ้น  จึงเกิดอาการหอบ อาจได้ยินเสียงหายใจดังวี้ดๆได้ ขณะไม่หอบก็เหมือนคนปกติ
         สาเหตุของโรคนี้   อาจมาจากการแพ้สารบางอย่าง  หรืออาจเกิดจากการทำงานของประสาทที่ควบคุมหลอดเลือดผิดปกติไป ผู้ป่วยที่เป็นหืดอาจเกิดการหอบขึ้น  เนื่องจากพบสิ่งกระตุ้นซึ่งมีหลายอย่าง  เช่น  ผู้ป่วยได้รับสารที่ตนเองแพ้  การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ การเปลี่ยนแปลงของอากาศ  อาทิ  อากาศหนาว อากาศอ้าว การออกกำลังมากเกินไป หรือแม้แต่ความผิดปกติในอารมณ์หรือจิตใจก็อาจเกิดการหอบขึ้นได้ สาเหตุของการแพ้ในโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นสารที่สูดเข้าทางการหายใจ  เช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรในฝุ่น  ขนสัตว์เลี้ยง  เศษแมลง เชื้อรา เกสรหญ้า และเกสรดอกไม้ในอากาศ 
         โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ โรคที่เริ่มเกิดในเด็กมักมีสาเหตุจากการแพ้มากกว่าโรคที่เริ่มเกิดในผู้ใหญ่ ถ้าเกิดในวัยเด็กจะมีโอกาสหายได้ง่ายกว่า

          จมูกอักเสบจากภูมิแพ้
          บางคนเรียกว่า "ไข้ละอองฟาง" (hay fever) แต่คนทั่วไปเรียกโรคนี้ว่า  "โรคแพ้อากาศ"  ความจริงไม่ใช่การแพ้อากาศ  แต่เป็นการแพ้สารบางอย่างในอากาศ เมื่อผู้ป่วยสูดเอาสารที่ตนแพ้เข้าร่างกาย จะมีน้ำมูกไหล  คัดจมูก  คันจมูก  คันตา  คันในลำคอ มีน้ำตาไหลและจาม อาการดังกล่าวอาจเป็นเฉพาะฤดูกาล สาเหตุมักเกิดจากการแพ้สารที่มีในฤดูกาลนั้นๆ เช่น  เป็นฤดูกาลที่มีเกสรหญ้า  และวัชพืช หรือเชื้อรา หรืออาจมีอาการตลอดปี ซึ่งมักเกิดจากการแพ้สารที่ผู้ป่วยพบตลอดปี  เช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรในฝุ่นเศษแมลง  รังแคสัตว์  อาหาร  หรือเกสรและเชื้อราชนิดที่มีอยู่ตลอดปี ผู้ป่วยบางรายมีอาการหอบหืดด้วย  สาเหตุของโรคทั้งสองคล้ายกันแม้ว่าอาการของโรคนี้ไม่รุนแรงถึงกับเสียชีวิต แต่ก็ก่อความรำคาญแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

          โรคผื่นเอ็กซีมา
          โรคผื่นเอ็กซีมา (atopic eczema) เป็นโรคที่มีผื่นของผิวหนัง ซึ่งมักเกิดในบุคคลที่มีแนวโน้มในการแพ้   ผู้ป่วยบางรายมีอาการหอบหืด  และจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย โรคนี้อาจเกิดได้กับเด็กเล็กแม้เพียงอายุ ๒-๓ เดือน    สำหรับเด็กเล็กนี้ผื่นมักเกิดที่บริเวณหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก้มทั้งสองข้าง  ศีรษะเป็นผื่นแดงคัน  อาจมีน้ำเหลืองซึม  และจะเกิดเป็นสะเก็ดคล้ายกับที่เราเรียกว่า "กลากน้ำนม" บางรายจะหายเมื่อโตขึ้น บางรายแม้ผื่นที่บริเวณหน้าทุเลาลง แต่มักพบผื่นตามบริเวณข้อพับของเข่า  ศอก  และรอบคอเมื่อเด็กโตขึ้น มีอาการคันมาก หากเป็นนานๆ ผิวหนังจะแห้งและหนาขึ้น อาการจะกำเริบเป็นครั้งคราว ไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอน ใน เด็กเล็ก อาหารบางชนิด เช่น ไข่ นม อาจทำให้ผื่นเห่อขึ้นในบางราย และสิ่งระคายผิวหนังก็ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

          ลมพิษ
          เป็นปฏิกิริยาของเส้นเลือดในชั้นบนของผิวหนังผื่นมีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นผื่นแดงนูน  มีขอบเขตชัดเจน  เป็นรอยหยักนูนขนาดต่างๆ กัน และคันมาก ถ้าปฏิกิริยาเกิดขึ้นใต้ผิวหนังจะทำให้เกิดการบวมเฉพาะที่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เสมอกับผู้ที่เป็นลมพิษเป็นโรคที่พบได้บ่อย สาเหตุส่วนมากเนื่องมาจากการแพ้อาหาร และเครื่องดื่ม เช่น อาหารทะเล เบียร์สุรา สีเหลืองบางชนิดที่ใช้ทำขนมก็เป็นสาเหตุได้เหมือนกัน สาเหตุอื่นได้แก่ การแพ้ยา และโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพยาธิไส้เดือนในลำไส้การสัมผัสแมลง เช่น บุ้ง แมลงชีปะขาว   การสัมผัสหญ้า  หรือถูกแมลงต่อย  บางรายแพ้ความเย็นบางคนมีเหงื่อออกมากจากการออกกำลังกายก็เกิดลมพิษได้

          แพ้ยา
          ในปัจจุบันมียามากมายหลายชนิด  ยิ่งมียามากเท่าใดก็ยิ่งมีการแพ้ยามากขึ้นเท่านั้น ยาประเภทที่ทำให้เกิดการแพ้ง่ายได้แก่  พวกเพนิซิลลิน ซัลโฟนาไมด์ และยาแก้ปวด อาการแพ้ยาอาจพบได้เป็น ๒ แบบ แบบแรกเป็นผื่นแพ้ยา ซึ่งจะเกิดเป็นผื่นชนิดใดก็ได้ อาจมีอาการตั้งแต่คัน มีผื่นแดงทั่วไปเกิดลมพิษ   มีผื่นคล้ายหัด  ผิวหนังพองมีน้ำเหลืองบางครั้งรุนแรงถึงมีผื่นทั่วตัว รวมทั้งมีการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ เช่น เยื่อบุในปาก เยื่อบุตา และอาจเสียชีวิตได้ อาการอีกแบบหนึ่งแสดงออกทางกายทั่วไปโดยไม่มีผื่น เช่น คลื่นไส้   อาเจียน   มีไข้   ต่อมน้ำเหลืองโต ข้อบวม ดีซ่าน ไตอักเสบ บางรายมีอาการแพ้รุนแรง เกิดอาการช็อก และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

          ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส
          เป็นการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสกับสารที่ผู้ป่วยแพ้ ส่วนใหญ่เป็นสิ่งของที่สัมผัสเป็นประจำ เช่น เครื่องใช้ประจำวัน หรือสิ่งที่ต้องสัมผัสในอาชีพการงาน ซึ่งมีสารเคมีที่ผู้ป่วยอาจแพ้ได้ ปฏิกิริยามักเกิดขึ้นหลังสัมผัสกับสารนั้นประมาณ  ๖-๔๘ ชั่วโมง  ที่ผิวหนังจะมีผื่นบวม แดง คัน มีน้ำเหลืองซึม หรือมีเม็ดตุ่มใส และจะเกิดเฉพาะบริเวณที่สัมผัสกับสารนั้นเท่านั้น มักเห็นเป็นรอยชัดเจนพอที่จะทำให้นึกถึงสาเหตุได้  สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่มีส่วนผสมของนิกเกิล  นอกจากนี้ ผงซักฟอก ยาย้อมผม รองเท้า ปูนซีเมนต์ สีผึ้งทาปาก และยาต่างๆ ล้วนอาจเป็นสาเหตุได้ทั้งสิ้น

          แพ้อาหาร
          อาหารอาจก่อให้เกิดการแพ้และแสดงอาการได้หลายระบบอวัยวะ  อาจก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ  เช่น  หอบหืด อาจแสดงอาการทางผิวหนัง เช่น เกิดลมพิษ อาจแสดงอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้บ่อยในวัยทารก คือ  นมวัวส่วนวัยผู้ใหญ่นั้น   สาเหตุที่สำคัญได้แก่ อาหารทะเลของหมักดอง สุรา เบียร์ เนื้อสัตว์ อาหารสุกๆดิบๆ และผลไม้บางชนิด

          แพ้แมลง
          แมลงในโลกมีมากมายนับเป็นแสนๆ ชนิด แมลงอาจก่อโรคภูมิแพ้ได้หลายแบบ เศษซากแมลงอาจเข้าร่างกายคนโดยการสูดหายใจเข้าไป ซึ่งมักก่อโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ  เช่น  โรคหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แมลงประเภทนี้ ได้แก่ เศษแมลงในบ้านรวมทั้งแมลงสาบด้วย แมลงพวกยุง กัดแล้วอาจทำให้ ผู้ป่วยแพ้ได้เช่นกัน มักเกิดอาการทางผิวหนัง เช่นมีผื่น คัน ลมพิษ แมลงที่ต่อย เช่น ผึ้ง แตน ต่อมดแดงไฟ และมดตะนอย ก็อาจทำให้ผู้ป่วยแพ้ได้  มักจะเกิดอาการรุนแรงและรวดเร็ว  มีอาการปวด บวม บางรายรุนแรงมากถึงกับมีอาการช็อกหายใจไม่ออก  และอาจเสียชีวิตภายในเวลาอันสั้น
[กลับหัวข้อหลัก]

ผื่นแพ้ยา


อาการแพ้สีผึ้งทาปาก


อาการแพ้ปลาสเตอร์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้
          ใช้วิธีการเหมือนโรคอื่นๆ คือ อาศัยประวัติการตรวจร่างกาย และอาจต้องใช้ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการด้วย  สำหรับการหาสาเหตุว่าผู้ป่วยแพ้สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น  สิ่งที่สำคัญคือ การสังเกตของผู้ป่วยเองอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่า  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะสัมพันธ์กับสิ่งใด การทดสอบทางผิวหนังอาจช่วยทำให้แน่ใจขึ้นสำหรับโรคภูมิแพ้ที่มีปฏิกิริยาแสดงอย่างรวดเร็ว  เช่น หืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือการแพ้แมลงต่อยอาจทดสอบด้วยวิธีใช้เข็มสะกิดผ่านน้ำยาทดสอบที่หยดบนผิวหนัง (prick หรือ scratch test) หรือ วิธีฉีดน้ำยาที่สงสัยเข้าผิวหนัง  (intracutaneous test) แล้วดูปฏิกิริยาภายในเวลา ๑๕-๒๐ นาที ส่วนโรคภูมิแพ้ที่แสดงปฏิกิริยาล่าช้า เช่น ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส ใช้วิธีเอาสารสกัดจากสิ่งที่สงสัยมาปิด (patch test) ไว้ที่ผิวหนัง  ทิ้งไว้และอ่านผลภายในเวลา  ๒๔-๔๘ ชั่วโมง การทดสอบเป็นเพียงเครื่องช่วยหาสาเหตุสำหรับใช้ประกอบประวัติ    เพื่อให้การวินิจฉัยมีความถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น
[กลับหัวข้อหลัก]

การทดสอบโรคภูมิแพ้โดยวิธีฉีดน้ำยาที่สงสัยเข้าผิวหนังแล้วดูปฏิกิริยา

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การรักษาโรคภูมิแพ้
          มีหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ
          ๑. หลีกเลี่ยงที่สารตนแพ้ถ้าทราบว่าแพ้สิ่งใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ถ้าสารนั้นไม่เข้าร่างกายปฏิกิริยาก็จะไม่เกิดขึ้น
          ๒. การรักษาด้วยยา เป็นเพียงการรักษาตามอาการ เช่น หอบหืดก็ใช้ยาขยายหลอดลม วิธีนี้จะได้ผลเฉพาะช่วงเวลาที่ยาออกฤทธิ์เท่านั้น
          ๓. การเสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับโรคบางอย่างเช่น หืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และแพ้แมลงต่อยที่รุนแรง หากใช้สองวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล และไม่ สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้  การฉีดสารที่ตนเองแพ้เข้าร่างกายในขนาดที่เหมาะสมเป็นระยะเวลานานพอสมควร อาจช่วยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นได้


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 12 ส.ค. 2554 เวลา 00:36 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

  รายการพันธ์แสงรุ้ง

http://www.youtube.com/watch?v=DRdY1aK8pjQ   การละเล่น ไทขาว

 

http://www.youtube.com/watch?v=cxpKt9ShZTc&feature=related  เวียดนาม1

http://www.youtube.com/watch?v=twPv2wVFxuM&feature=related  เวียดนาม2

 

http://www.youtube.com/watch?v=piR1rDde_S0&feature=related  แบบแพลอยน้ำ

http://www.youtube.com/watch?v=QIOt2B4CZRE&feature=related แบบเรือแพ ลอยน้ำ

*****************************************

http://www.youtube.com/watch?v=mbia1SitYYI  บ้านสำเร็จรูป

http://www.youtube.com/watch?v=r9UlG0OASYQ สร้างบ้านน็อคดาวน์

http://www.youtube.com/watch?v=slW9KM-iPRw บ้านไม้งาม จ.อุบล

http://www.youtube.com/watch?v=SHD0hrO4ZWw บ้านสวนเฟื้องฟ้า

http://www.youtube.com/watch?v=QgkZyhsKyjY บ้านสวนริมน้ำ อยุธยา

http://www.youtube.com/watch?v=u2Yrb82aESs กระท่อมปลายนา1

http://www.youtube.com/watch?v=NmF06_1Hk4E กระท่อมปลายนา2

http://www.youtube.com/watch?v=Vbz6UXiK_4k ภูปายอาร์ทรีสอร์ท

http://www.youtube.com/watch?v=Iw2wKdcWhgA โฮมสเตย์

http://www.youtube.com/watch?v=h0VgHZxs_5c โฮมสเตย์  จำรุง

http://www.youtube.com/watch?v=y1qOny20uD4 โฮมสเตย์ จำรุง

http://www.youtube.com/watch?v=Jyp5aLD3Esc โฮมสเตย์ จำรุง

******************************************

เคล็ดลับทำความสะอาดทอง
 

เคล็ดลับทำความสะอาดทอง

ในยุคที่ทองเขยิบเข้าไปใกล้บาทละ 25,000 ทุกขณะ ใครมีไว้ในครอบครองคงต้องระวังรักษาให้ดี วันนี้จึงมีเคล็ดลับการทำความสะอาดเครื่องประดับทองมาบอก


เครื่องประดับที่ทำจากทองคำ ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอ กำไลข้อมือ ต่างหู แหวน ใส่ไปนาน ๆ เข้า ก็อาจจะมีหมองจนดูไม่น่ามอง หากยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ลองอ่านคำแนะนำต่อไปนี้

วิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน
** ให้ใส่อาบน้ำ ให้ทองได้ถูกน้ำสบู่บ้าง เครื่องทองก็จะไม่ค่อยหมองแล้ว หรือให้แช่ในน้ำมะนาวข้ามคืน แล้วใช้แปรงขนอ่อนขัดเบา ๆ เสร็จแล้วเช็ดให้แห้ง นำไปคลุกกับแป้งฝุ่น แล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดซ้ำ ก็จะได้ทองแวววาวคืนมา หรือจะลองขัดกับน้ำมะขามเปียกก็ได้ แล้วล้างน้ำเปล่าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ก็ได้ผลเช่นกัน

อีกวิธีที่ปลอดภัยสุด ๆ
**ให้ใช้ผ้านุ่มเช็ดฝุ่นที่ติดตามทองออก แล้วแช่ในน้ำอุ่นที่ผสมกับน้ำยาซักล้างอ่อน ๆ หากสีทองหมองลง ควรล้างด้วยน้ำยาล้างทอง หรืออาจใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำอุ่น ถูเบา ๆ หากสีหมองมาก และเป็นเครื่องประดับที่มีลวดลายละเอียด ควรแช่ในน้ำเดือด ผสมโซเดียมไบคาร์บอเนตหนึ่งหยิบมือ แช่ทีละชิ้นประมาณ 30 วินาที จากนั้นซับให้แห้งด้วยผ้านิ่ม แต่ในกรณีที่เครื่องประดับมีพลอยตกแต่งอยู่ ไม่ควรใช้วิธีนี้ เพราะอาจทำให้พลอยร้าวได้

เคล็ดลับต่อมา
**ให้ลองใช้แอมโมเนียครึ่งถ้วย ผสมกับนํ้าอุ่น 1 ถ้วย แล้วแช่ไว้ 10-15 นาที ใช้แปรงขนอ่อนขัด ล้างน้ำให้สะอาด เช็ดให้แห้ง เพียงเท่านี้เครื่องประดับทองคำ ก็จะสุกใส น่าสวมใส่แล้ว แต่ต้องหลีกเลี่ยงวิธีนี้หากเครื่องประดับชิ้นนั้นมีไข่มุกอยู่ด้วย เพราะแอมโมเนียจะทำลายผิวของไข่มุก

อย่าใส่เครื่องประดับทองคำลงว่ายน้ำในสระหรือแช่อ่างจากุชชี่ เพราะคลอรีนในน้ำอาจทำลายผิวของทอง หรือทำให้หนามเตยที่ไว้เกี่ยวคลายออกได้ นอกจากนั้นโลชั่นหรือสเปรย์ต่าง ๆ ก็มีส่วนทำให้ความแวววาวของทองคำลดลงเช่นกัน เพราะทำให้เกิดชั้นไขมันเคลือบผิวทองไว้ ดังนั้นเวลาใช้เครื่องสำอางเหล่านี้ ระวังอย่าให้โดนเครื่องประดับที่ทำจากทอง

เวลาที่เก็บเครื่องประดับที่เป็นทองคำ ควรหุ้มด้วยสำลีหรือผ้านิ่ม ๆ ห่อแยกชิ้น
ไม่เช่นนั้น แต่ละชิ้นอาจขูดขีดกันจนมีตำหนิได้ แล้วเก็บใส่กล่องที่เหมาะสมอีกทีหนึ่ง.


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 13 ส.ค. 2554 เวลา 14:07 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

วิธีรักษาปากแห้งแตกเป็นขุย

          ใครที่กำลังปากแห้งแตกเป็นขุยและไม่รู้จะรักษายังไง วันนี้มีวิธีรักษามาบอก....

          วิธีรักษาสิ่งที่ดีสุด คือ ควรดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ หรือจิบน้ำอุ่น ๆ บ่อย ๆ หากปากแห้งมากจนลอกเป็นขุย ให้ใช้น้ำอุ่น ผสมเกลือป่นเล็กน้อย แล้วใช้สำลีหรือทิชชูชุบน้ำอุ่นผสมเกลือป่นให้เปียกพอหมาด ๆ แล้วใช้ปากคาบทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที หรือเช็ดเบา ๆ ไปบนริมฝีปาก ก็จะช่วยให้ขุยต่าง ๆ หลุดลอกออกไปได้ และหมั่นทาลิปมันที่มีส่วนผสมของสารบำรุง หรือถ้าปากแห้งมากแนะนำให้ใช้ปิโตเลี่ยมเจล (มีลักษณะเป็นเจลใสคล้าย*****ผึ้ง) ทาบนริมฝีปากได้บ่อยครั้งตามต้องการ

          รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครปากแห้งแตกเป็นขุย ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

**********************************************************

DNA คืออะไร

ในการชันสูตรพลิกศพ หรือในการใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลนั้น เราจะได้ยินคำว่า DNA บ่อยๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า DNA คือคำตอบสุดท้ายของการไขปริศนาในคดีต่างๆ ใช่หรือไม่

ดร.นำชัย ชีววิรรธน์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิบายว่า ถ้าจะถามว่า DNA คืออะไร คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือสารชนิดหนึ่งที่พบในสิ่งมีชีวิต DNA มีความสำคัญคือการที่พบ DNA ในสิ่งมีชีวิตทำให้สามารถตรวจสอบและบอกอะไรหลายๆ อย่างได้ เนื่องจาก DNA จะมีลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ซึ่งในสิ่งมีชีวิตต่างๆ โครงสร้างของ DNA จะเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การจัดเรียงลำดับ เพราะฉะนั้นถ้าสามารถนำ DNA ของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันมาเปรียบเทียบก็จะทำให้สามารถบอกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด เช่น ถ้านำ DNA ของมนุษย์และยุงมาทดสอบเปรียบเทียบกัน ก็สามารถตรวจได้ว่า DNA ใดเป็น DNA ของมนุษย์และ DNA ใดเป็น DNA ของยุง เนื่องจาก DNA ของมนุษย์และยุงมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่เยอะมาก

ในทำนองเดียวกัน ถ้านำ DNA ของคน 2 คนมาเปรียบเทียบกัน ผลที่ได้คือ DNA จะคล้ายกันมาก หมายถึงลำดับการเรียงลำดับของ DNA แต่ DNA ก็มีส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนที่แตกต่างกันนี้เองทำให้สามารถแยกคนแต่ละคนออกจากกันได้ ถ้าเราสามารถหา DNA มาได้ ซึ่ง DNA จะอยู่ในเซลล์ ถ้าได้เซลล์ก็จะหา DNA ได้ เช่น ในน้ำลายจะมีเซลล์จากเยื่อบุกกระพุ้งแก้ม การตรวจสอบเชิงพันธุกรรมในต่างประเทศจะใช้แค่คัตเทิ้ลป้ายตรงกระพุ้งแก้มด้านในเท่านั้น ในอดีตการตรวจหา DNA ทำได้ยากมาก เพราะถ้ามี DNA ในปริมาณน้อยไปก็จะไม่สามารถตรวจสอบได้จนกระทั้งประมาณปี พ.ศ. 2525-2526 มีการคิดค้นวิธีเพิ่มจำนวน DNA ขึ้น ซึ่งสามารถนำประยุกต์ใช้ในทุกสาขาวิชา เช่น สาขาวิชาด้านชีวภาพ และนำมาใช้ในหลักนิติวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบหาคนร้าย นอกจากนั้นยังใช้พิสูจน์เพื่อหาความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือแม้กระทั่งใช้ตรวจสอบหาบรรพบุรุษของมนุษย์ เป็นต้น


TIPS
สิ่งมีชีวิตแทบทุกชนืดบนโลกต่างมี DNA เป็นสารรหัสพันธุกรรมยกเว้นก็แต่เพียงไวรัสบางชนิดเท่านั้น ที่ใช้ RNA แทน DNA เป็นสารรหัสพันธุกรรม ซึ่งคล้ายกับ DNA มากเลยทีเดียว เพียงแต่ RNA จะมีจำนวนอะตอมออกซิเจน มากกว่า DNA อยู่ 1 อะตอม ทุกๆ หน่วยย่อยทางพันธุกรรมและมีอยู่เพียงสายเดียว แทนที่จะเป็นสายคู่เหมือน DNA

 

****************************************

วิธีต้มไข่ให้ปอกง่าย

เวลาทำ “ไข่ต้ม” บางครั้งปอกเปลือกยากเย็นเหลือเกิน ปัญหานี้แก้ไขง่ายนิดเดียว แถมได้เนื้อไข่นุ่มนิ่มทานอร่อย

หากเอ่ยถึงอาหารจานด่วนทำง่าย เชื่อว่า “ไข่ต้ม” ต้องเป็นเมนูคู่ครัวของใครหลาย ๆ คน แต่การจะต้มไข่ให้เนื้อนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง และปอกไม่ติดเปลือกนั้น มักไม่หมูสำหรับพ่อครัว-แม่ครัวมือใหม่ อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้ เพียงเพิ่มเคล็ดลับต่อไปนี้

ขณะน้ำเริ่มอุ่นให้เติม “เกลือป่น” ลงไป ในสัดส่วนเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำ 1 ลิตร จากนั้น นำไข่ลงต้มได้เลย “โดยไม่ต้องรอให้น้ำเดือด” ทั้งนี้ “ควรต้มด้วยไฟอ่อน” ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที (หากต้องการให้ไข่แดงเป็นยางมะตูมจะใช้เวลาราว 8 นาที)

เมื่อไข่สุกให้ตักแช่ในน้ำเย็นทันที หลังหายร้อนจึงปอกด้วยการตอก แล้วบีบเบา ๆ เปลือกจะหลุดง่าย ผิวไข่ไม่แตก ไม่เละ เนื้อไม่แข็งกระด้าง นุ่มนิ่มทานอร่อย นอกจากนี้ ความเค็มจากเกลือยังช่วยปิดรอยร้าวของไข่ไม่ให้เนื้อไหลออกมาระหว่างต้มได้


ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับการผ่าไข่จำนวนมากให้สวยงาม
โดยใช้มีดจุ่มน้ำร้อนก่อนนำไปผ่า หรือใช้เส้นด้ายดึงให้ตึงแล้วผ่าลงบนผิวไข่ เนื้อจะไม่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เท่านี้ก็ได้ไข่ต้มคุณภาพดีน่าหม่ำกันแล้ว.

 

**********************************************

เคล็ดลับทำของทอดไม่อมน้ำมัน
 

สำหรับผู้ที่ไม่ชำนาญแล้ว การทำอาหารเมนูทอดมักจะเกิดปัญหาอมน้ำมัน วันนี้มีเคล็ดลับการทอดอาหารให้กรอบอร่อยไม่อมน้ำมันมาฝาก

อาหารเมนูทอด เป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คนก็จริง แต่ก็มีอันตรายด้วย จากการที่ได้รับน้ำมันมากเกินไป เพราะฉะนั้นเวลาทำอาหารประเภทนี้ จึงควรรู้เคล็ดลับการประกอบอาหารไม่ให้อมน้ำมัน เพื่อรสชาติที่อร่อย และสุขภาพที่ดี

โดยพระเอกของงานนี้ก็คือ "น้ำส้มสายชู" เพียงหยดน้ำส้มสายชูลงในน้ำมันเล็กน้อย จะทำให้เมนูทอดมีรสชาติดีขึ้น ไม่เลี่ยน และไม่อมน้ำมันด้วย ส่วนถ้าใครอยากได้อาหารทอดที่กรอบนาน ไม่เหม็นหืน แนะนำให้ใช้น้ำมันเมล็ดฝ้ายในการทอด เพราะน้ำมันชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยให้อาหารทอดเก็บไว้ได้นาน แถมยังมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำอีกด้วย

ส่วนเคล็ดลับเวลาประกอบอาหารก็คือ ต้องรอให้น้ำมันร้อนจัดเสียก่อน จึงค่อยใส่อาหารที่ต้องการลงไปทอด เพราะถ้าทอดนาน ๆ แล้วใช้ไฟอ่อน อาหารจะอมน้ำมัน และเมื่อสุกแล้วควรจะมีตะแกรงเพื่อให้น้ำมันหยดออกจากอาหาร และใช้กระดาษซับน้ำมันด้วยก็จะดีมาก

อีกอย่างหนึ่งคือ คนที่ชอบพลิกอาหารไปมาระหว่างทอดโดยไม่จำเป็น ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการอมน้ำมัน ควรรอให้สุกเหลืองไปด้านหนึ่งก่อน ค่อยพลิกกลับมาทอดอีกด้าน

แถมให้นิดนึงสำหรับคนที่ชอบทอดเฟรนช์ฟรายทานเอง ซึ่งมักประสบกับปัญหาอมน้ำมันอยู่บ่อย ๆ เพียงแค่นำเฟรนช์ฟรายไปแช่แข็งก่อนนำไปทอด จะทำให้เฟรนช์ฟรายกรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน

 

 

 

 

*********************************************************

นักวิทยาศาสตร์ได้บันทึกข้อมูลต่าง ๆ ขณะที่ร่างกายนอนหลับพักผ่อนไว้ดังนี้

- โดยเฉลี่ยคนในวัยผู้ใหญ่นอนวันละ ๗.๓ ชั่วโมงตลอดระยะเวลานอนนี้จะเป็นช่วงความฝัน ๑.๕-๒ ชั่วโมง
- ทารกแรกเกิดใช้เวลาฝันถึงวันละ ๑๐ ชั่วโมง ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งฝันน้อยลง
- จวบจนเราเสียชีวิต เราใช้เวลาสำหรับการฝันรวมแล้วถึง  ๖  ปี
- ทั้งผู้หญิงและผู้ชายไม่ว่าเชื้อชาติไหน จะมีลักษณะการฝันเหมือนกัน คือ คืนหนึ่งฝันประมาณ ๔-๕ ช่วง แต่ละช่วงจะค่อย ๆ นานขึ้น ความฝันช่วงต้น ๆ มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านไปไม่นาน ต่อ ๆ มาจึงเป็นเรื่องความเพ้อฝันและค่อนข้างลึกลับนอกจากนั้นแล้วร่างกายยังมีกิจวัตรอื่นอีกระหว่างการนอนหลับ
-  ร่างกายจะขยับเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ ๖๐ ครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นตะคริวและช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้
- น้ำหนักจะลดลงประมาณ ๐.๕ กิโลกรัม
-  คนที่เป็นแม่มักจะตื่นเมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง ทั้งที่ลูกอาจจะนอนอยู่อีกห้องหนึ่ง แต่เวลาเกิดฟ้าแลบฟ้าร้องกลับนอนหลับสนิท แสดงว่าระบบประสาทของร่างกายยังทำงานอยู่แม้ในขณะหลับ

 

*********************************************************

 แก้แผลเป็นจาก สิว

 • การใช้ยาทากลุ่มกรดวิตามิน เอ ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนทำให้แผลตื้นขึ้น

     
• การแต้มแผลเป็นด้วยน้ำยา TCA
หลังแต้มน้ำยาแล้วจะเกิดสะเก็ดสีดำที่ตำแหน่งแต้มยา สะเก็ดจะหลุดลอกภายใน 1 สัปดาห์

    
• การทำไอออนโต (Iontophoresis) เป็นวิธีการที่ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างอ่อน ๆ ช่วยผลักประจุยาเข้าสู่ผิวหนัง หลังจากทำอาจมีใบหน้าแดงเรื่อ ๆ ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 1 วัน

     • การผลัดผิวโดยวิธี MD (Microdermabrasion) เป็นการผลัดผิวโดยใช้หลักการพ่นผง Crystal ซึ่งทำด้วยผลึกอลูมิเนียมอ๊อกไซด์ที่มีขนาดเล็กเท่าทรายละเอียด เพื่อขัดผิวส่วน*****ไคล และหนังกำพร้าส่วนบนให้หลุดไป หลังจากนั้นจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่เพื่อทดแทน 

    ยังมีการผลัดผิวแบบใหม่ เรียกว่า MD Plus (Microdermabrasion Plus) เป็นการเพิ่มวิธีการบำบัดผิวโดยการใช้ระบบสูญญากาศนวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต แล้วจึงพ่นผง Crystal ทำการผลัดผิว ตามมาด้วยการใช้แสง blue light เพื่อลดการอักเสบของสิวอักเสบ

     • การรักษาโดยการใช้เลเซอร์ ในปัจจุบันมีเลเซอร์ที่สามารถกระตุ้นเส้นใจคอลลาเจน เพื่อช่วยให้แผลเป็นจากสิวตื้นขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดแผลที่ใบหน้าและไม่มีอาการเจ็บ หลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดนี้สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ต้องอาศัยการรักษาหลายครั้ง

    การรักษาโดยวิธีดังกล่าวข้างต้นให้ผลการรักษาที่แตกต่างขึ้นกับลักษณะของแผลเป็น อย่างไรก็ดี ผลที่ได้จากการรักษาคือ ทำให้สภาพผิวเรียบเนียนขึ้นจากเดิมซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาตามแต่ลักษณะผิวเดิม

****************************************************************

9 วิธี แก้โรคนอนไม่หลับ

          อ่อนเพลียเนื่องจากนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และตื่นขึ้นด้วยอาการอิดโรยในตอนเช้า ต่อไปนี้คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยกำจัดความทุกข์ตอนนอนให้หายไป แล้วคืนนี้จะได้นอนหลับสบาย 

          1. งดเครื่องดื่มกาแฟ เป็นที่ทราบกันว่าคาเฟอีนมีสารกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับ แต่รู้ไหมว่าสารดังกล่าวยังตกค้างอยู่ในร่างกายอีกด้วย?  ดังนั้นทางที่ดี คือ กำจัดมันออกไปจากอาหารที่คุณกินหรืองดดื่มคาเฟอีนตั้งแต่มื้อเที่ยงเป็นต้นไป อย่าลืมคาเฟอีนที่ซ่อนอยู่ในน้ำอัดลม และของว่างต่าง ๆ เช่น โค้ก ช็อกโกแลต เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นอนไม่หลับ อ่านฉลากข้างกระป๋อง และข้างถุงผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด ดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาคาโมมาย์ล หรือชาดอกมะนาว ที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายแทนชาหรือกาแฟ เนื่องจากในชาทั้งสองชนิดนี้มีสารที่ช่วยให้จิตใจสงบเยือกเย็น และปลอดคาเฟอีน


         
2. อาบน้ำก่อนนอน การแช่ตัวในน้ำอุ่นก่อนนอน จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดทั้งปวง แต่อย่าแช่น้ำนานเกินไป เพราะแทนที่จะหายเครียดกลับเครียดหนักขึ้น เนื่องจากการแช่ตัวในน้ำร้อนนานเกิน จะทำให้ผิวสูบเสียความชุ่มชื่น ดูไม่มีชีวิตชีวา เพื่อช่วยให้หลับสบาย อย่าลืมหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ 2-3 หยด ลงในน้ำที่อาบ หรือจะใช้น้ำนมอาบน้ำ

 

          3. จัดห้องให้น่านอน แปลงโฉมห้องนอนให้เป็นที่ที่คุณอยากใช้เวลาอยู่นานๆ จัดข้าวของที่ระเกะระกะให้เข้าที่ ทำห้องให้มีกลิ่นหอมด้วยการวางถุงกลิ่นลาเวนเดอร์ และแจกันดอกไม้สด จัดห้องนอนให้มีแสงสลัว ๆ โปร่ง และอากาศถ่ายเทได้ดี หาอะไรปิดส่วนที่เรืองแสงของนาฬิกาปลุก ซึ่งนอกจากจะให้แสงสว่างเป็นพิเศษแล้ว ยังทำให้เราหันความสนใจไปที่นาฬิกาตลอดทั้งคืน ตั้งเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิพอเหมาะ ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ห้องเย็นสบายกำลังดี

 

          4. สมุนไพรพึ่งได้  มีสมุนไพรหลายตัว โดยเฉพาะสมุนไพรจีนช่วยคลายเครียด ทำให้นอนหลับได้ดี เช่น ถั่งเฉ้า มีลักษณะเป็นแท่งยาว ๆ มีสีเหลืองเป็นมันเงา ประกอบด้วยวิตามินบี 12 โปรตีน กรดไขมัน ทั้งอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสนิท พุทราจีน เป็นผลไม้บำรุงสุขภาพที่ดีของคนจีน สามารถกินได้ทั้งสดและแห้ง แก้อาการนอนไม่หลับ เนื้อในเมล็ดช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้นอนหลับสบาย โสม จัดเป็นสมุนไพรจีนที่ใช้รักษาโรคมากกว่า 2,000 ปี สารไบโอแอคทีฟ (bioactive) ในโสมช่วยแก้โรคนอนไม่หลับ และรักษาโรคความจำเสื่อม ลดความเครียด ดอกไม้จีนหรือจำฉ่ายเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับลิลลี่ เกสรดอกไม้จีนมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้สดชื่น และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ จึงช่วยให้หลับสบาย   

          5. ยืดเส้นยืดสาย คนที่เคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงานในระหว่างวัน จะมีปัญหาในการนอนน้อยกว่าคนที่นั่งปักหลักอยู่กับโต๊ะทำงาน การออกกำลังกายแค่วันละ 15 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน ทำให้ผ่อนคลาย และนอนหลับง่ายขึ้น ระหว่างวันควรออกไปเดินเล่นในสวน หรือเดินยืดเส้นยืดสายหลังอาหารเย็น หลังเดินออกกำลังแล้ว ให้พักประมาณครึ่งชั่วโมง จึงค่อยเข้านอน ทั้งนี้เพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจและร่างกายทำงานช้าลงก่อนถึงจะสามารถเข้านอนได้

 

          6. กินอย่างถูกต้อง การเข้านอนขณะท้องหิว หรืออิ่มแปล้จะไปรบกวนการนอน ซึ่งรวมถึงการกินอาหารก่อนนอนด้วย ไม่ควรกินอาหารเย็นหลัง 2 ทุ่ม และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเหลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะจะเป็นเหมือนยาชูกำลังที่ไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมน ที่ทำให้ร่างกายเกิดความคึกคัก กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อาหารเย็นควรเป็นข้าว มันฝรั่ง พาสต้า ผัก ที่มีรากเป็นลำต้นใต้ดิน ถั่วต่าง ๆ อาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายผลิตเซโรโตนิน ที่ช่วยในการนอนหลับ

 

          7. เอนตัวลง และทำจิตใจให้ผ่อนคลาย เปิดเพลงทำนองเบาๆ ฟังสบายๆ ขณะนอน หรือจะเปิดเทปบันทึกเสียงธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น เช่น เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ปิดไฟในห้องนอน นอนซุกตัวใต้ผ้าห่ม ปล่อยให้เสียงนั้นขับกล่อมคุณ จากนั้นหายใจลึกๆ ช้าๆ เพ่งสมาธิไปที่แขนขาแต่ละข้าง โดยเริ่มจากที่เท้า จินตนาการว่าแขนขานั้นจมหายลงไปในเตียง ควรใช้เครื่องเล่นเทป หรือซีดีที่ปิดเองอัตโนมัติ เพราะจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาปิดเวลาเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ 
 

          8. ลุกขึ้นเดิน หากตื่นขึ้นกลางดึก และไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ภายใน 30 นาที จงลุกขึ้น อย่านอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา รอเวลาจนเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เพราะนั่นจะทำให้รู้สึกหงุดหงิด อย่าเปิดทีวี อ่านหนังสือ หรือนั่งบนเตียงคิดเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในสมอง แม้นั่นจะเป็นวิธีฆ่าเวลายามนอนไม่หลับ แต่ไม่ควรทำ คุณจำเป็นต้องฝึกให้ร่างกายรับรู้ว่าเตียงนอนใช้เป็นที่สำหรับนอน แม้ว่าสิ่งที่คุณทำบนเตียงจะเป็นกิจกรรมสบายๆ ประเภทดูหรือฟังก็ตาม เพราะนั่นสามารถเข้าไปกระตุ้น หรือรบกวนจิตใจได้ หากตื่นขึ้นกลางดึก ให้ลุกจากเตียงไปเอนหลังบนโซฟา หรือเก้าอี้ตัวโปรดที่นั่งสบายๆ หลับตาลง ทำจิตใจให้สบายจนรู้สึกง่วงแล้วจึงค่อยลับไปนอนที่เตียง

 

          9. มหัศจรรย์แห่งนม ตอนเด็กๆ แม่จะให้เราดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพราะในนมมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า ทรัยป์โตฟาน ช่วยให้นอนหลับสบาย และยังมีแคลเซียมสูง ช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้จิตใจสบาย บางคนบอกว่าการดื่มนมอุ่นๆ ช่วยคลายเครียด และหายอ่อนเพลีย จากการศึกษาวิจัยพบว่า เมลาโทนิน (melatonin) ช่วยให้นอนหลับ โดยเฉพาะนมที่รีดจากแม่วัวตอนเช้ามืด เพราะเป็นช่วงเวลาที่นมวัวมีเมลาโทนินสูงสุด

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 13 ส.ค. 2554 เวลา 14:08 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1617 Posts

10 วิธีจัดการอารมณ์บูด

  • (+ให้คะแนนบทความ)
  • เปิดอ่าน 26,588point ความคิดเห็น 0
<SCRIPT type=text/javascript src="http://p1.s1sf.com/sh/0/js/jquery.rating-1.0.js"> <SCRIPT type=text/javascript> (function() { var ctrt = document.createElement('script'); ctrt.type = 'text/javascript'; ctrt.async = true; ctrt.src = "http://app.sanook.com/weblog/ctrt/js/?site_id=51&weblog_id=177&entry_id=929318"; var s = document.getElementsByTagName('script')[0]; s.parentNode.insertBefore(ctrt, s); })();

 

2. หาสมุด บันทึกสักเล่มไว้เขียนก่อนเข้านอนทุกวัน ในสมุดบันทึกเล่มนี้ ห้ามเขียนเรื่องไม่ดี จงเขียนแต่เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ตอนแรกอาจจะยากหน่อย แต่ให้เขียนเรื่องอย่างเช่น มีคนแปลกหน้ายิ้มให้ ถ้าได้ลองตั้งใจทำ มันจะเปลี่ยนความคิดให้เรามองหาแต่เรื่องดีๆ จากการศึกษาพบว่า คนที่คิดฆ่าตัวตายมีอาการดีขึ้นหลังจากเริ่มเขียนบันทึกเรื่องดีๆ ได้เพียงสองสัปดาห์

3. ใช้เวลาอยู่กับคนที่ทำให้เธอหัวเราะได้

4. ใส่ ใจกับความรู้สึกของตนเองในเวลาแต่ละช่วงวัน การตระหนักรู้ถึงอารมณ์ของตัวเองจะทำให้เราจับคู่งานที่เราต้องทำกับระดับ พลังงานในตัวได้อย่างเหมาะสม เช่น ถ้าเรารู้สึกดีที่สุดตอนเช้าแสดงว่าตอนเช้าคือเวลาจัดการกับงานเครียดๆ เช่น ไปเจอเพื่อนที่ทำร้ายจิตใจเรา หรือคุยกับครูที่เราคิดว่าให้เกรดเราผิด ถ้าปรกติเราหมดแรงตอนบ่าย ให้เก็บเวลาช่วงนั้นเอาไว้ทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้พลังทางอารมณ์มาก เช่น อ่านหนังสือหรืออยู่กับเพื่อน อย่าทำอะไรเครียดๆ เวลาเหนื่อยหรือเครียด

5. สังเกตอารมณ์ตัวเองในเวลาช่วงต่างๆ ของเดือน ผู้หญิงบางคนพบว่า ช่วงเวลาที่ตัวเองอารมณ์ไม่ดีสัมพันธ์กับรอบเดือน

6. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยให้เราแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ การออกกำลังกายอย่างน้อยแค่วันละ 20 นาที สามารถทำให้รู้สึกสงบและมีความสุขได้ การออกกำลังจะช่วยเพิ่มการผลิตเอ็นดอร์ฟีนของร่างกายด้วย เอ็นดอร์ฟีนเป็นสารเคมีในร่างกาย ที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีและมีความสุขตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด

7. รู้จักไตร่ตรองแยกแยะ

8. ฟัง เพลง งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า จังหวะของเสียงเพลงช่วยจัดระเบียบความคิดและความรู้สึกมั่นคงภายในจิตใจ และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ

9. โทร หาเพื่อน การขอความช่วยเหลือทำให้คนเรารู้สึกผูกพันกับคนอื่นและรู้สึกโดดเดี่ยวน้อย ลง และการโอบกอดช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกดีออกมา ซึ่งจะช่วยให้เรารับมือกับอารมณ์ได้

10. อยู่ ท่ามกลางคนที่มีความสุข อารมณ์ดีเป็นโรคติดต่อที่แพร่ได้เร็วมา เราจะเลียนแบบสีหน้า การแสดงออก กล้ามเนื้อ ท่าทาง รูปแบบการพูด เพื่อให้เข้ากับคนที่เราอยู่ด้วยโดยที่เราไม่รู้ตัว


ถ้าท่านต้องการตอบคำถามที่นี่ ท่านควรจะ  Login
ถ้าท่านยังไม่ได้ลงทะเบียน ท่านควรจะ  ลงทะเบียน

กระโดดไป หน้าที่ 3 เชิญถาม-ตอบปัญหาได้ที่นี่ครับ ตั้งชื่อกระทู้ใหม่
พิมพ์รายงาน พิมพ์รายงาน

Powered by Vfoxware Forums ver. 1.0
Copyright ©2006-2010 Vfoxware Guide