OLD FoxBoard
foxboard Home FoxBoard



ยินดีต้อนรับ Guest ลงทะเบียน Login ค้นหากระทู้ แสดงรายชื่อสมาชิก
 หัวข้อสนทนาทั้งหมด
  Coffee Break
 
ชื่อเรื่อง #02319 หัวข้อ: ตามรอยเส้นทางชีวิต PROGRAMMER CHOKCHAI เชิญถาม-ตอบปัญหาได้ที่นี่ครับ ตั้งชื่อกระทู้ใหม่
ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 27 มี.ค. 2554 เวลา 15:53 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

     วันที่ 27 มีนาคม 2554  วันนี้ยังอยู่ จ.พะเยา เพื่อทำรั้วด้านหน้าของที่ดินแปลงใหม่  และพรุ่งนี้ก็มีการปรับพื้นที่กับที่ดินแปลงเดิม  คงมีการถ่มดินเพื่อเตรียมการปลูกบ้านเล็กๆสักหลัง   พัฒนาพื้นที่รอบนี้น่าจะเสียเงินสักสองหมื่นกว่าบาท

    ได้ข้อมูลมาว่า  หญ้านวลน้อย   ควรปลูกในทีแดด        หญ้ามาเลเซีย  ควรปลูกในที่ล่ม  

  ได้ข้อมูลจาก INTERNET เรื่องการรักษาไมเกรน  ดังนี้

    ยอมรับว่าพวกเราหลายคนมีพฤติกรรมแย่ๆ ในการใช้ชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เร่งรีบอยู่ตลอดเวลา นั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานกว่า 3 ชั่วโมง พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานอาหารคุณภาพต่ำเพื่อให้หายหิว หรือรับประทานอย่างรวดเร็ว ไม่ออกกำลังกาย มีภาวะความเครียดสะสมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่มาของโรคทั้งสิ้น

   ยิ่งใครที่ต้องใช้สายตาเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งติดต่อกันครั้งละนานๆ มักจะมีอาการมึนศีรษะ ปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดบ่า ปวดสะบัก ปวดหลัง อาการเหล่านี้จะรบกวนวิถีชีวิตประจำวันอยู่เรื่อยๆ แม้จะหยุดใช้สายตาเพ่งมองไปทางอื่นแล้วก็ตาม ถ้าอาการดังกล่าวสามารถหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน เมื่อได้พักผ่อน ทายา หรือรับประทานยา ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจปล่อยเอาไว้

    แพทย์อายุรเวท วิภาพร สายศรี แพทย์ประจำคลินิกรักษาไมเกรนและโรคปวด ดอกเตอร์แคร์คลินิก ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า อาการปวดศีรษะเป็นโรคยอดนิยมของคนทั่วไปในยุคนี้ เมื่อใครปวดศีรษะขึ้นมาก็จะคิดถึงยาสามัญประจำบ้านอย่างยาแก้ปวดเป็นอันดับ แรก แต่ถ้ากินยาแล้วยังไม่หาย ตรวจร่างกายแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติอย่างนี้ถือว่าเข้าข่ายเป็นโรค ‘ไมเกรน'

    โรคไมเกรนเป็นโรคที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วย พบได้มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั่วโลก และยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆ ช่วยให้หายขาดได้ เป็นแต่เพียงแค่การรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะให้ทุเลาลงเท่านั้น อาการของไมเกรนก็คือ ปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ ท้ายทอย และเกิดก้อนเนื้ออักเสบที่เรียกว่า Trigger Point บริเวณดังกล่าว มีผลทำให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้ไม่สะดวก เมื่อได้รับปัจจัยกระตุ้น ที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น เช่น ความเครียด แสง สี เสียง กลิ่น หรือการ พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือไม่ก็ปวดสลับข้าง

    แต่ปัจจุบันนี้มีวิธีการรักษาโรคไมเกรนแบบใหม่ ซึ่งใช้วิธีการของแพทย์สมัยใหม่ร่วมกับการกดจุด เรียกว่า ‘การรักษาแบบ DMT' (DoctorCare Manipulation Technique) วิธีการนี้ ผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยา หรือผ่าตัด เป็นการรักษาไมเกรนที่เห็นผลชัดเจน โดยสามารถรักษาได้ทั้งอาการไมเกรนเฉียบพลัน และป้องกันการกลับมาของอาการไมเกรนได้ดี DMT จะช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับระบบต่างๆ ของร่างกายที่ทำงานผิดปกติ เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ประสาท การไหลเวียนเลือด โดยจะช่วยพลิกฟื้นระบบต่างๆ ของร่างกายให้เข้าสู่สภาวะสมดุลอีกครั้ง ทั้งยังช่วยให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงสภาวะทางจิตใจ กลับมาทำงานสอดคล้องประสานกันทั้งระบบ ซึ่งกระบวนการนี้ เป็นกระบวนการรักษาสุขภาพที่ยั่งยืน

• แนวทางการรักษา

     การรักษาแบบ DMT นั้น แพทย์อายุรเวทจะสอบถามถึงอาการปวด ตำแหน่งที่ปวด และปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยนำข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยไปเข้าโปรแกรมการสร้างความสมดุลของร่างกาย ร่วมกับเทคนิคการกดจุด เพื่อกระตุ้นการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อ และการบริหารร่างกาย

• ขั้นตอนการรักษาแบบ DMT

- ตรวจสภาพกล้ามเนื้อ และตรวจหาตำแหน่ง Trigger Point ที่มีการกดทับ
- กดคลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งเหนือจุด Trigger Point
- กดสลาย Trigger Point เพื่อให้ Trigger Point คลายตัวออกเป็นกล้ามเนื้อปกติ
และกระตุ้นให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงศีรษะได้ดีขึ้น
- ยืดกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น คลายตัว และเคลื่อนไหวได้ดี

    กระบวนการดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูระบบต่างๆ ของร่างกาย ให้เข้าสู่สภาวะปกติได้ใหม่อีกครั้ง การรักษาใช้เวลาเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยประมาณ 4-6 ครั้ง ผู้ที่เข้ารับการรักษากว่า 80% จะไม่มีอาการปวดรบกวนอีก อย่างไรก็ตาม หลังจากครบโปรแกรมการรักษาแล้ว ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานด้วย

    อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งโรคไมเกรนนี้สามารถป้องกันได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัว เช่น อย่าใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเกินกว่า 2 ชั่วโมง ยุติกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอทันทีที่รู้สึกเกร็ง บริหารกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ ด้วยการยืดกล้ามเนื้อหลังการใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้ง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เมื่อมีอาการปวดศีรษะ พักผ่อนและทำสมาธิเมื่อมีความเครียดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ประคบน้ำอุ่นบริเวณบ่าและต้นคอเพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายจากการเกร็งตัว หลีกเลี่ยงแสงจ้า หรือสวมแว่นตากันแดด เป็นต้น

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 29 มี.ค. 2554 เวลา 12:24 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

   วันที่  29 มีนาคม 2554  วันนี้ทำงาน กทม. ก็ไปแก้ปัญหาบางอย่าง ก็เป็นงานยากมาก  ใช้สมองมาก แต่ก็สำเร็จด้วยดี  ทำงานเสร็จต้องรีบเตรียมตัวไปทำงาน จ.ตาก ต่อ

 

   ได้ข้อมูลจาก INTERNET เรื่องโรคเพลียเรื้อรัง

  เคยรู้สึกเพลียเหลือเกินกับชีวิตไหม ?

เพลียในที่นี้หมายถึงเหนื่อยกาย ไม่ใช่เหนื่อยใจ แบบว่าเหนื่อยอ่อน เพลีย ไร้เรี่ยวแรง ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไปสปาก็แล้ว พักผ่อนก็แล้ว ถึงจะนอนทั้งวัน แต่ร่างกายก็ยังรู้สึกเพลีย ทั้งที่วันๆ ก็ไม่ได้ทำงานหนักหนาสาหัสสักเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่าคุณกำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคเพลียเรื้อรัง !

มารู้จักกับโรค (แสนจะ) เพลีย

เจ้าโรคเพลียเรื้อรังนี่หลายคนอาจจะตกใจว่ามีด้วยเหรอ โรคที่ชื่อฮาขนาดนี้ แต่เจ้าโรคนี้มีจริงๆ  ชื่อทางการแพทย์ก็คือ Chronic Fatigue Syndrome หรือ CFS ไม่ใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไปอย่างไข้หวัดหรือกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะหากเป็นการเจ็บป่วยตามธรรมดาเหล่านี้ เราจะอธิบายได้และค้นหาสาเหตุได้ แต่อาการป่วยจาก CFS ยังหาสาเหตุไม่พบและอธิบายไม่ได้

อาการของโรคนี้ค่อนข้างวินิจฉัยยากเพราะคล้ายกับหลายโรค โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ และบางทีก็เกิดจากสร่างไข้ใหม่ ๆ เลยทำให้ตัวคุณเองอาจไม่แน่ใจว่าเพราะยังไม่ฟื้นไข้ดีหรือเปล่า โรค CFS ทำให้ภูมิต้านทานโรคตกลง และมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง บางคนมีความจำเสื่อม สมาธิสั้นลง ปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ เจ็บต่อมน้ำเหลือง (เช่น ตรงรักแร้ ขาหนีบ ฯลฯ) และเจ็บคอ

ข้อมูลจาก Mayo Clinic เผยว่า พบภาวะเหนื่อยเรื้อรังนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2-4 เท่า แต่ตัวเลขนี้เอาแน่ยังไม่ได้ อาจเป็นไปได้ว่าเพราะผู้หญิงใส่ใจสุขภาพมากกว่า พอรู้สึกไม่สบายก็มักไปหาหมอมากกว่าผู้ชายเลยมีสถิติมากกว่าก็เป็นได้ อ.จูดี มิโควิทส์ และคณะ แห่งสถาบันวิทท์มอร์ พีเทอร์ซัน สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ และคลินิกคลีฟแลนด์ สหรัฐฯ พบไวรัสมีชื่อว่า 'XMRV' ในเลือดของคนไข้ CFS 68 ใน 101 คน = 67.3% เทียบกับคนที่มีสุขภาพดีพบไวรัสนี้ 8 ใน 128 = 6.25%

ยังไม่มีใครทราบว่าภาวะเพลียเรื้อรังเกิดจากอะไรกันแน่ ชื่อนี้ได้มาจากอาการที่แสดงให้เห็น เพราะไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอ่อนเพลียมากๆ แม้จะพักผ่อนมากเท่าไรแล้วก็ตาม ทั้งเหนื่อยล้าเกินกว่าอยากจะหยิบจับทำอะไรๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก

ระวัง! คุณอาจจะอยู่ในภาวะเพลียเรื้อรัง

การสังเกตตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้คุณรู้ตัวได้เร็วกว่าว่าคุณกำลังเสี่ยงกับโรคนี้อยู่หรือเปล่า บ่อยครั้งที่ภาวะเหนื่อยเรื้อรังเกิดหลังจากป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นว่าเป็นไข้หวัดหรือท้องเสีย บางครั้งก็เกิดในช่วงที่เครียดจัด แต่ก็มีเหมือนกันที่อยู่ดีๆ ก็เป็นขึ้นมาโดยไม่มีอาการเตือนหรือไม่สบายมาก่อน ปกติแล้วอาการจะเกิดแบบต่อเนื่อง หรือเป็นๆ หายๆ ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน

เพราะอาการของโรคนี้จะคลุมเครือชี้ชัดได้ยากกว่าเป็นอะไรกันแน่ และแพทย์น้อยคนนักที่จะนึกถึง ซึ่งถ้าแพทย์ให้การรักษาตามอาการแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีหลายอาการประกอบกัน ก็เข้าข่ายว่าน่าจะเป็นภาวะเหนื่อยเรื้อรัง

รักษาได้ แต่ไม่หายขาด

เพราะไม่มียาเฉพาะที่จะรักษาโรคนี้ให้หายขาด การรักษาตามอาการและการดูแลสุขภาพกายและใจจึงเป็นหนทางเดียวในขณะนี้ที่จะช่วยบรรเทาได้ พร้อมๆ ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ทานอาหารให้สมดุล พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด

ที่สำคัญพอรู้ตัวว่าเป็นหรือเพียงแค่สงสัยก็ควรรีบกำจัดสิ่งที่จะไปกระตุ้นให้เป็นหนักขึ้นนั้นซะ ที่สำคัญหากคิดว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้แล้ว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

เข้าใจว่าชื่อโรคอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อว่าจะมีเท่าไหร่ แถมฟังดูไม่น่าอันตรายอะไร แต่หากทิ้งไว้เพราะคิดว่าเป็นโรคเล็กๆ น้อยๆ ไม่น่ากลัวคงไม่ดีแน่ เพราะโรคนี้ก็เหมือนกับโรคอื่นๆ ทั่วไป ที่ยิ่งปล่อยทิ้งไว้ รังแต่จะเป็นอันตรายร้ายแรงในอนาคต

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 30 มี.ค. 2554 เวลา 12:36 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

  30 มีนาคม 2554  วันนี้มาทำงานที่ จ.ตาก  แต่วันนี้ใช้สมองมากเนื่องจาก ต้องสร้างโปรแกรมแนวทางที่ยังไม่เคยทำ  ทำยากมาก แถมลูกค้าขอฟรีด้วย  แต่ก็ไม่ว่ากัน  สำคัญอยู่ตรงที่นอนน้อย ทำให้สมองไม่ค่อยจะแจ่มใส แต่ก็ทำงานแก้ปัญหาผ่านมาได้  ทำงานเสร็จ  เย็นนี้ต้องกลับ กทม. เพราะพรุ้งนี้มีงาน แถวรังสิต

 

  วันนี้ได้ข้อมูลทาง INTERNET เรื่องอาหารทำให้หลับสบาย

 

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ และการกินก็ส่งผลกับการนอน แร่ธาตุและสารอาหารอะไรที่สำคัญกับการนอน

แมกนีเซียมและแคลเซียม ทั้งสองธาตุนี้จะทำงานด้วยกันในการเกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งอาจจะทำให้มีตะคริวตอนกลางดึก พบว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำบากและประสาทสัมผัสตึงเครียด เราสามารถพบธาตุทั้งสองได้ในปลา ถั่ว เมล็ดพืชและผักใบเขียว แต่หากคุณต้องการแคลเซียมมากเป็นพิเศษก็น่าจะลองผลิตภัณฑ์จากนมอย่างเช่น โยเกิร์ตหรือชีสที่มีไขมันต่ำ (ความจริงแล้วนมไขมันต่ำหรือขาดมันเนยมักจะมีปริมาณแคลเซียมเท่ากับหรือมากกว่านมธรรมดาเสียด้วยซ้ำ)

ทริปโตฟาน สำคัญกับการนอนอย่างมากเพราะร่างกายจะใช้กรดอะมิโนชนิดนี้ในการสร้าง เมลาโทนิน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ พบได้ใน กล้วย ไข่ ลูกพรุน สาหร่าย ไก่งวง และนม

วิตามิน จากวิตามินทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ วิตามินบี ที่พบได้ในธัญพืชมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในแง่ของการนอน มันช่วยปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายจนสามารถหลับลึก ในส่วนของวิตามินบี 6 มันจะรวมตัวกับทริปโตฟานเพื่อกระตุ้นกระบวนการนอนหลับอีกด้วย เราพบวิตามินเหล่านี้ได้จากซีเรียล เต้าหู้ ถั่ว เนื้อวัว ปลา ไก้ ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด คะน้า และบรอคโคลี นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอื่นๆ อย่างเช่น วิตามินเอและซี ซึ่งพบได้มากในผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ (ที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม และแมกนีเซียม) กีวี่ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม มันฝรั่งหวาน ฟักทอง และบีตรูต

ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดเกี่ยวข้องกับการนอนหลับออย่างมากเพราะมันจะเป็นตัวชี้ว่าระบบต่างๆ จะทำงานอย่างไร หากน้ำตาลต่ำเกินไป ฮอร์โมนจะได้รับผลกระทบ เราก็อาจจะหลับๆ ตื่นๆ หรือมีปัญหานอนไม่หลับ แต่วิธีการป้องกันก็คือ ไม่กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะเมื่อระดับน้ำตาลที่สูงมากตอนก่อนนอน พอกลางดึก น้ำตาลก็จะตกต่ำและเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น

Tip : การทำกิจวัตรซ้ำๆ ก่อนนอนทุกคืนจะช่วยเตือนให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว กิจกรรมที่ควรทำเป็นประจำอาจจะรวมถึงอาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และฟังเพลงทุกคืน จากนั้นก็ปิดไฟให้ห้องมืดสนิท เท่านี้คุณก็หลับได้สบายแล้ว

**********************************************************

ได้ข้อมูลทาง INTERNET  เรื่องยานอนหลับ

 

  ฟังชื่อยาแล้วก็รู้ว่า  ยานี้มีสรรพคุณ “ทำให้นอนหลับ” แต่จริง ๆ แล้ว ยานอนหลับไม่ได้ทำให้นอนหลับอย่างเดียว แต่ยังมีฤทธิ์อื่น ๆ  อีกมากมาย จึงมีกฎหมายบังคับให้การจำหน่ายยาเหล่านี้กระทำได้ก็ต่อเมื่อมีใบสั่งจากแพทย์

     คำว่า  “ยานอนหลับ" นั้นที่จริงเป็นชื่อกว้าง ๆ ซึ่งรวมยาไว้หลายกลุ่มหลายชนิด มีสรรพคุณแตกต่างกันในรายละเอียดมากยาบางกลุ่มก่อให้เกิดอาการติดยาได้มาก มีฤทธิ์ยาว ทำให้มีอาการ "ค้าง"  ในเวลากลางวัน  กล่าวคือรู้สึกซึมเซา  ไม่แจ่มใสปวดศีรษะ  แต่ยาบางกลุ่มกลับไม่มีปัญหานี้เพราะฤทธิ์ยาสั้นยาบางชนิดมีผลต่อหัวใจและตับมากกว่าตัวอื่น ๆ ทำให้บุคคลที่มีโรคเหล่านี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  การจะหาซื้อยานอนหลับมาใช้ด้วยตนเองนั้นเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

     หลักการใช้ยานอนหลับ  ยานอนหลับที่ดีควรจะทำให้หลับได้ง่าย  หลับเหมือนธรรมชาติ  ไม่รบกวนการทำงานในเวลากลางวัน  ไม่ก่อให้เกิดการติดยา  สามารถหยุดยาได้ง่าย และไม่ไปรบกวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งราคาก็ไม่ควรแพงด้วย แต่สรุปแล้วไม่มียานอนหลับตัวใดที่มีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วน  ดังนั้นในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ก็ควรมีหลักบางประการ โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ เมื่อจำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น และใช้ในระยะยาว

     การใช้ระยะสั้น ใช้สำหรับผู้ที่นอนไม่หลับเฉพาะหน้า เช่น คนไข้หลังผ่าตัด อาจมีอาการนอนไม่หลับไป ๒-๓ วัน ผู้ป่วยที่นอนไม่หลับก่อนผ่าตัดเพราะความกระวนกระวาย  การค้างคืนบนรถยนต์โดยสาร หรือการเดินทางข้ามคืนโดยเครื่องบินความกังวลตื่นเต้นก่อนสอบ เป็นต้น

     ในภาวะดังกล่าว  อาจซื้อยาที่มีฤทธิ์ข้างเคียงในการทำให้ง่วงจากร้านขายยาทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะยาแก้แพ้ประเภทคลอเฟนิลามีน (Chlorphenilamine) หรือ ไดเฟนฮัยดรามีน (Diphenhydramine) ยาเหล่านี้มิใช่ยานอนหลับโดยตรง เพียงแต่ทำให้ง่วงและหลับง่ายขึ้น  รบกวนกลไกการนอนหลับน้อย มีฤทธิ์สั้น และไม่ทำให้เสพติด ทั้งยังหาซื้อง่าย (โดยถูกต้องตามกฎหมาย) และราคาถูกด้วย

     การใช้ระยะยาว ในจำนวนผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยานอนหลับนั้น  มีอยู่ไม่มากนักที่ต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลายาวนานหลาย ๆ สัปดาห์  หรือเป็นแรมเดือนแรมปี และการใช้ยาควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตใจที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ ได้

     ผู้ใดก็ตามที่จะใช้ยานี้หรือกำลังใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันนาน ๆ  ควรตระหนักถึงความเป็นจริง ๔ ประการต่อไปนี้ คือ
-  ยานอนหลับเป็นการแก้อาการปลายเหตุเท่านั้น ท่านจะต้องได้รับการหาสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไขให้ตรงจุด
-  ยานอนหลับเมื่อใช้ไปนาน ๆ  จะทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง  และภายหลังตื่นนอนก็อาจไม่สดชื่น
- ยานอนหลับจะลดประสิทธิภาพตามเวลาที่ใช้ ทำให้ต้องเพิ่มขนาดยาขึ้น
-  ผลที่สุดทำให้ติดยาได้

“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”

**********************************************************************

     ปัญหาของการนอนไม่หลับ  มีผลกระทบกับร่างกายและจิตใจหลายด้าน ซึ่งก็ไม่ขอพูดรายละเอียดในวันนี้      

     ขอแนะนำวิธีการทำให้นอนหลับที่รู้มาง่ายๆ ดีกว่า

        - ช่วงเย็นควรออกกำลังกาย เพื่อให้ร่ายกายเหนื่อย อาจจะแขว่งแขน ก็ได้

        - ปิดโทรศัพย์มือถือก่อนนอน

        - กินสมุนไพร เห็ดหลินจือ 2 เม็ดก่อนนอน1ชม. สัก 2 เดือน

        - กินวิตามิน 1,6,12 2เดือนแรกวันละ 4 เม็ด เช้า2เม็ด ก่อนนอน 2เม็ด  เดือนต่อไปวันละ2เม็ด

        - อาหารช่วงเย็น  ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายๆ

       - ไม่ควรกินขนม ก่อนนอน

       - ช่วงเย็นก็บริหารร่ายกายด้วยการแขว่งแขน สัก 100-500 ครั้งแล้วแต่กำลัง

       -อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และฟังเพลงทุกคืน จากนั้นก็ปิดไฟให้ห้องมืดสนิท แล้วเข้านอน 

   เห็ดหลินจือ ช่วยได้3เรื่อง

       1. โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร  โรคกระเพาะ  โรคท้องพูก  ริดสีดวงทวาร

       2. โรคระบบทางเดินหายใจ   ไอ  ปอดอักเสบ  ภูมิแพ้

       3. โรคระบบไหลเวียนโลหิต   ความดันโลหิตสูง  เบาหวาน  ลดคอเลสเทอรอน

 

  ***** เป็นวิธีที่ผมคิดว่าได้ผล  การกินยานอนหลับมากๆผลกระทบตามมา  ส่วนตัวผมเอง พอหัวถึงหมอนก็หลับได้ทันที *****

 

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 31 มี.ค. 2554 เวลา 23:59 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

   31  มีนาคม 2554   วันนี้มาทำงานแถวรังสิต  ก็เป็นงานที่ต้องใช้สมองคิด เป็นแนวทางใหม่อีกแล้ว  โดน 3 วันซ้อนๆเลย  แถมง่วงนอนอีกต่างหาก   

    วันนี้กลับจาก จ.ตาก พอถึง กทม. ตีห้า โทรศัพย์ ตกหายบนรถ ไม่รู้ใครเก็บไป เลยต้องมาขอซิมใหม่  สมัยนี้โทรศัพย์เป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว   สมัยก่อนจะรู้สึกเสียดาย เพราะซื้อมาเครื่องละ 2 หมื่น ใช้งานไม่กี่เดือนก็หาย บางเดือนหาย2เครื่องเลย   แต่วันนี้หายไปก็ไม่เป็นไร  เดี๋ยวซื้อใหม่ก็ได้ เพราะซื้อมาแค่สองสามพันบาท   รู้สึกว่าหายไปสิบกว่าเครื่องแล้วมั้ง  แต่เจ้าเครื่องนี้อยู่ทนมาก บางครั้งทำตกหายยังได้คืนเลย แต่รอบนี้ทำใจได้เลย  ไม่ได้คืนแน่นอน    

 

   ได้ข้อมูลทาง INTERNET เรื่องดีๆ

เป็นตัวของตัวเอง...ดีที่สุด

 

ทุกวันนี้คุณใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองอยู่หรือเปล่า ?

หรือว่าคุณไหลไปตามกระแสและทำทุกอย่าง (ที่แม้จะขัดกับความรู้สึกตัวเอง) เพียงเพราะอยากได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง อยากมีพรรค มีพวก หรือแม้แต่มีเพื่อน...

คนบางคนนั้นน่าสงสารมาก บางคนไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลยตลอดชีวิต กว่าจะรู้ก็สูญเสียความเป็นตัวตนไปกว่าครึ่งชีวิต เพราะสิ่งที่เสแสร้งนั้นมันกัดกินจนกลมกลืน และไม่สามารถแยกออกมาจากตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้เสียแล้ว

แคร์ใจ vs แคร์สื่อ

กวาน เจีย เวย์ นักเขียนชาวไต้หวัน เขียนไว้ในหนังสือ "ปล่อยวาง สร้างสุข" ว่า "คนอื่นจะรัก หรือจะเกลียด นั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับคุณ" นั้นหมายถึงไม่มีใครทำให้คนอื่นมารัก หรือเกลียดเราได้ เพราะนั่นเป็นปัจจัยภายนอก คนเราเกิดมาร้อยพ่อพันแม่ ได้รับความรักความอบอุ่นและการเลี้ยงดูที่ต่างกัน มีทัศนคติและมุมมองชีวิตที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่แปลก ถ้าไม่มีอะไรจะทำให้ทุกคนรักเราได้ทั้งหมด

แม้แต่ในสมัยพุทธกาลแม้แต่พระพุทธเจ้ายังมีคนเกลียดและจ้องเอาชีวิต แล้วนับประสาอะไรกับเราซึ่งเป็นคนตัวกระจิดริด

จุดนี้น่าจะทำให้คุณได้คิด ว่าทุกวันนี้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำตัวไปตามกระแสสังคม เพราะสิ่งนั้นทำให้คุณมีผลประโยชน์อะไรก็ตามแต่ในสังคม ในขณะที่คุณแคร์สื่อ กลัวว่าภาพตัวเองจะออกมาไม่ดี คุณเคยหันกลับมาแคร์ตัวเองบ้างไหม?

การแคร์ตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการทำอะไรตามใจตัวเอง แต่มันคือการแสดงตัวตนของตัวเอง ออกมาในบางครั้ง คนเราไม่ใช่ปลาซาร์ดีน ที่ต้องว่ายตามกระแสน้ำ แล้วสุดท้ายก็ถูกจับมาใส่กระป๋อง หากวันนี้คุณตื่นเช้า มาทำงานๆๆๆ ตกเย็นกลับบ้าน นอนแล้วตื่นเช้าอีกครั้ง ชีวิตแบบนี้มันใช่ตัวตนของคุณหรือ?

แคร์ตัวเองโดยการไม่ให้กระแสของสังคมมันจมตัวตนคุณลงไป ไม่ได้หมายถึงการทำอะไรโดยไม่ต้องคำนึงถึงมารยาทในการอยู่ร่วมกัน เมื่อไหร่ที่เราแคร์ตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนอื่น เพราะการแคร์ตัวเองที่ดี คือการไม่ทิ้งตัวตนทามกลางกระแสแห่งสังคม

ค้นหาตัวตน คนเช่นคุณ

หลายคนไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอยู่รึเปล่า เพราะถูกทั้งบทบาท หน้าที่ วัฒนธรรมองค์กร และกระแสสังคมครอบคลุมอยู่จนบดบังความเป็นตัวตนที่แท้จริงไปเสียสิ้น!

เชื่อแน่ว่าไม่มีใครหรอกค่ะที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนเช่นไร แต่บางคนกลัวและไม่กล้าที่จะแสดงตัวตนของตัวเองออกมา เพราะคิดว่ามันไม่ใช่กับที่ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่เรียน หรือแม้แต่กับคนรัก เพราะกลัวที่จะไม่มีใครยอมรับ กลัวที่จะไม่ได้เป็นที่หนึ่งในนั้นหรือแม้แต่กลัวว่าความรักที่เราได้รับจะลดลง เราเลยเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองแทน

อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วปัญหานี้ต้องแก้ที่ความกล้า หากเรากล้าที่จะแสดงตัวตนของเรา โดยไม่กลัวว่าเราจะเป็นแกะดำในฝูง โดยหารู้ไม่ว่าในฝูงนั้นน่ะก็ไม่ได้มีแกะสีขาวเท่ากันสักตัว ในความขาว มันต่างก็มีรายละเอียดที่แตกต่าง เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะแตกต่าง เพราะทุกคนไม่มีใครเหมือนกัน 100%

การเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งที่จะทำให้ตัวคุณไม่กลืนไปกับกระแสคลื่น บางครั้งมันอาจจะยาก เพราะการนิ่งท่ามกลางกระแส และยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง ต้องใช้ความพยายามอย่างสูง การเป็นตัวของตัวเองไม่จำเป็นต้องทวนกระแส หรือผ่ากระแสใดๆ แค่เราอยู่ได้ในแบบที่เราเป็น นั่นก็เพียงพอ

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 01 เม.ย. 2554 เวลา 22:02 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

  วันที่ 1 เมษายน 2554   วันนี้มาทำงานแถวรังสิต  เป็นวันที่ 2 กว่าจะเสร็จงานก็เกลือบหนึ่งทุ่ม  4วันมานี้จะใช้สมองในการคิดโปรแกรมมาก เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ยังไม่เคยทำโปรแกรมไว้  ทั้ง3หน่วยงาน  นานๆจะเจอที  แถมนอนน้อยทำให้ง่วงนอนเวลาคิดโปรแกรม แต่ก็ผ่านมาได้

   เคยลงไว้ว่าผมเองมีเชื้อสายมาจากจีน50%  คือพ่อเกิดเมืองจีน และลงเรือมาเมืองไทยตั้งแต่ยังเด็ก  มาโตที่ประเทศไทย เป็นจีนแต้จิ๋ว 

     วันนี้ได้ข้อมูลจากINTERNET เรื่องจีนแต้จิ๋วดังนี้ 

   ชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามาพำนักอาศัยในแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังปรากฏว่าได้มีการส่งคณะทูตจากจีนมายังราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัย และมีการส่งคณะทูตไทยไปยังปักกิ่งเช่นกัน ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในระยะแรกส่วนใหญ่มาจากทางตอนใต้ของจีน เราอาจจำแนกชาวจีนอพยพจากกลุ่มภาษาและภูมิลำเนาได้ดังนี้

-  กลุ่มจีนแต้จิ๋ว  มาจากตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง
-  กลุ่มจีนฮกเกี้ยน มาจากตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน
-  กลุ่มจีนไหหลำ มาจากตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไหหลำ
-  กลุ่มจีนกวางตุ้ง มาจากตอนกลางของมณฑลกวางตุ้ง
-  กลุ่มจีนแคะ มาจากตอนเหนือของมณฑลกวางตุ้ง

     จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่า ชาวจีนที่เดินทางมาไทยในสมัยอยุธยาส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยน มักมีอาชีพรับราชการ แต่หลังสมัยอยุธยาจะมีชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก จีนฮกเกี้ยนมีเป็นจำนวนมากแถบภาคใต้ของไทยในจังหวัดภูเก็ต ปัตตานี สงขลา และระนอง

     สำหรับ  จีนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา และชลบุรีเป็นส่วนใหญ่ ชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในระยะหลังปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เนื่องจากได้รับการสนับสนุน และได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เพราะพระเจ้าตากสินทรงมีพระบิดาเป็นชาวแต้จิ๋ว และชาวแต้จิ๋วได้มีบทบาทในการสู้รบเพื่อกอบกู้เอกราช

     พวกแต้จิ๋วส่วนใหญ่จะอพยพมาทางเรือ และตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ได้แก่เมืองต่าง ๆ ในอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้แก่  ตราด  จันทบุรี บางปลาสร้อย (ชลบุรี) แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) และในกรุงเทพฯ ต่อมาภายหลังในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พวกแต้จิ๋วจึงขยับขยายออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่นอกเขตดังกล่าว ได้แก่ อุตรดิตถ์ ปากน้ำโพ(นครสวรรค์) ตลอดจนพิจิตร พิษณุโลก สวรรคโลก เด่นชัยเมื่อมีการสร้างทางรถไฟไปถึงแก่งคอยและขึ้นไปทางเหนือในปี พ.ศ. ๒๔๕๑

     เป็นการยากที่จะระบุจำนวนชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศไทย แต่ยืนยันได้ว่าในบรรดาชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ นั้น  มีชาวจีนแต้จิ๋วมากที่สุด

     ชื่อแต้จิ๋วนอกจากจะเป็นชื่อของกลุ่มชาวจีนที่พูดภาษาถิ่นเดียวกัน คือภาษาแต้จิ๋วแล้ว ยังเป็นชื่อเมืองเก่าแก่อันเป็นต้นกำเนิดของชาวแต้จิ๋วทั้งหลาย ได้แก่ เมืองแต้จิ๋ว (Teochiu) หรือเมืองเฉาโจว (Chaozhou) ตามที่ออกเสียงในภาษากลาง เมืองแต้จิ๋วเป็นเขตการปกครองที่เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกของมณฑลกวางตุ้งมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๕ ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๔๑๓ ในราชวงศ์จิ้นตะวันออก เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การปกครอง และวัฒนธรรมของภูมิภาคตลอดมา จนมีคำกล่าวกันว่า  "หากมากวางตุ้งแล้วมิได้เห็นเมืองแต้จิ๋วก็เสียเที่ยวเปล่า"

     เมืองแต้จิ๋วเป็นที่รู้จักกันดีในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ส้มแต้จิ๋ว ชาแต้จิ๋ว น้ำตาลแต้จิ๋ว ในด้านวัฒนธรรม เช่น อาหารแต้จิ๋ว  งิ้วแต้จิ๋ว  ผ้าปักลูกไม้แต้จิ๋ว ฯลฯ

     ชื่อแต้จิ๋วเป็นชื่อโบราณ  คำว่าเตีย  (แต้)  เป็นคำโบราณแปลว่า ทะเล  คำว่า โจว (จิ๋ว) แปลว่า เมือง แต้จิ๋วจึงแปลว่าเมืองชายทะเล  คล้าย ๆ ชื่อจังหวัดชลบุรีของไทยเรา ชาวจีนแต้จิ๋วรุนเก่า ๆ  ที่อพยพมาเมืองไทยบางคนยังบอกว่าตนมาจากเมืองแต้จิ๋ว แต่คนรุ่นหลังจะเรียกชื่อใหม่คือชื่อเตี่ยอัน  ซึ่งเป็นชื่อที่ออกสำเนียงแต้จิ๋วของอำเภอเฉาอัน (Chaoan) ปัจจุบันอำเภอเฉาอันคือที่ตั้งของเมืองแต้จิ๋วโบราณ  เมืองแต้จิ๋วในระยะหลังเมื่อผ่านยุครุ่งเรืองแล้ว  ได้กลายเป็นอำเภอเฉาอัน สังกัดเทศบาลนครซ่านโถว (ซัวเถา) จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๒ จึงได้รับการตั้งเป็นเทศบาลเมืองสังกัดมณฑลกวางตุ้ง รัฐบาลจีนได้ประกาศให้เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙

     อย่างไรก็ตาม  เขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วมิได้มีขอบข่ายอยู่เฉพาะเมืองแต้จิ๋ว  เมื่อครั้งที่แต้จิ๋วยังเป็นมณฑล  มีอำเภออยู่ในสังกัดอำเภอเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว  และเป็นบริเวณที่คนไทยเคยได้ยินชื่อคุ้นหูทั้งสิ้น เช่น เท่งไห้ ซัวเถา โผ่วเล้ง ฯลฯ อำเภอเฉิงห่าย หรือเท่งไห้ เป็นอำเภอสำคัญ เพราะได้มีท่าเรือใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ในต้นราชวงศ์หมิง (คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕)  ชื่อว่าจางหลิน หรือ จึงลิ้ม ชาวแต้จิ๋วที่อพยพมาเมืองไทยในช่วงแรก ๆ ล้วนลงเรือที่ท่าจางหลินทั้งสิน ในสมัยต่อมาเมื่อมีการเปิดท่าเรือซัวเถาที่เมืองซัวเถาหรือซานโถว (Shantou) ชาวแต้จิ๋วจึงออกเดินทางจากท่าเรือซัวเถา เมืองซัวเถากลายเป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วและยังเป็นมาจนทุกวันนี้

ข้อมูลทั้งหมดนี้ ได้มาจากข้อเขียนของ สุภางค์ จันทวานิชรายงานการวิจัยเรื่อง ชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและในภูมิลำเนาเดิมที่เฉาซัน  :  สมัยที่หนึ่ง  ท่าเรือจางหลิน

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 02 เม.ย. 2554 เวลา 16:45 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

   วันที่ 2-3 เมษายน 2554  สองวันนี้หยุดพักผ่อน  แบบสบายๆ   โรคบางอย่างดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ทำใมทำให้คนตายได้  ยิ่งถ้าคนที่ตายเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างพ่อผม  ซึ่งเป็นโรคความดัน  ผมว่าน่าจะเกิดมาจากโรคทรัพย์จางก่อน ทำให้เครียด  เพราะไม่พอใช้  สุดท้ายคงเหนื่อยมาก  และคงไม่ได้ดูแลสุขภาพตัวเอง  สุดท้ายพ่อผมก็ตายด้วยโรคความดัน ขณะที่ผมอายุ 6 ขวบ พร้อมกับพี่น้องอายุไล่ๆกันอีก 5 คน ถ้ารวมผมด้วยเป็น 6 คน          

  ได้ข้อมูลจาก INTERNET เรื่องสุขภาพ  เกี่ยวกับโรคความดัน

“โคคิวเทนรักษาโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ช่วยลดไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ ขัดขวางการเกิดซีสต์ ลดอาการริดสีดวงทวาร เป็นสารต้านมะเร็ง ฯลฯ” นั้นเป็นการนำเสนออย่างฉาบฉวย เพื่อสื่อว่าเป็นโฆษณาสินค้าครอบจักรวาล

ความจริงคือ โคคิวเทนนั้นมีบทบาทเกี่ยวกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงเป็นหลัก ส่วนการลดไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ ช่วยขัดขวางการเกิดซีสต์ ริดสีดวงทวาร ต้านมะเร็งนั้น เป็นข้อมูลของน้ำมันปลา

        ก็เมื่อโคคิวเทนช่วยลดความดันโลหิตได้ ก็น่าจะเป็นคุณูปการแก่ประชากรจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคนี้ แล้วถูกรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ ยาขยายหลอดเลือด อันมีพิษ เพียงแต่เราหลอกชาวบ้านว่า “เป็นผลข้างเคียง” หรือ “อาการอันไม่พึงประสงค์” เช่น ซึมเศร้า อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ตับ ไตทรุด ในขณะที่สารอาหารโคคิวเทนธรรมดาๆ ไม่มีพิษภัย ถูกหาว่าสูญเงินเปล่าหากไม่หาย หรือทำให้พลาดโอกาสการรักษากับแพทย์  ซึ่งงานวิจัยก็บ่งว่าได้ผล อย่างมีนัยสำคัญเกิน 50% กล่าวคือ ผู้ป่วยกว่าครึ่งลดได้ด้วยการทานสารอาหารธรรมดาตัวนี้ ยิ่งหากเสริมด้วยการได้รับโปแตสเซียม และแมกนีเซียมเพียงพอจากอาหาร ลดเกลือโซเดียม และผงชูรส ออกกำลังกาย การหายจากโรคก็แค่เอื้อม อีกทั้งมิได้ขัดต่อการใช้ยาลดความดันที่แพทย์สั่ง คือทานควบคู่กันไปได้ โดยเมื่อพบว่าสารอาหารช่วยลดความดันได้ชัดเจนแล้ว ก็ลดหรืองดยาความดันได้ แม้กระทั่งตัวโคคิวเทนเอง (หากได้รับจากอาหารทั่วไปเพียงพอ) ในขณะที่หากใช้เฉพาะยาลดความดัน อาจต้องกินไปตลอดชีวิต ด้วยมิได้ซ่อมบำรุงอวัยวะที่ชำรุดแต่ประการใด ที่ร้ายคือสะสมพิษจนอาจก่อโรคอื่นตามมา

ส่วนกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลา เป็นไขมันชั้นดีต่อโครงสร้างผนังเซลล์ ผิวพรรณ ผนังหลอดเลือด ตลอดจนเป็นตัวต้านอักเสบที่เกิดจากโอเมก้า 6 มากเกิน ไปจนถึงเป็นปัจจัยของภูมิต้านทาน ต้านการก่อมะเร็ง

เพียงแค่ความรู้ความเข้าใจเรื่องกลไกการเกิดซีสต์เต้านม อันน่าจะมาจากบริโภคไขมันทรานส์ และไม่อิ่มตัวสายโมเลกุลยาวทั้งหลาย จนพบซีสต์ในหญิงไทยเต็มบ้านเต็มเมือง หากหันมาระแวดระวังให้ความใส่ใจกับอาหารไขมันดี เช่น น้ำมันปลา น้ำมันมะพร้าว ก็น่าจะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้

ส่วนการใช้น้ำมันปลา เพื่อลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ดีกว่าใช้ยาลดไขมัน และควรใช้แทนยานั้น เป็นคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ยังมีข้อแนะนำทางการแพทย์ที่ระบุว่าการได้รับโอเมก้า 3 เพียงพอเป็นประจำ สามารถป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ได้ นอกเหนือจากความจำเป็นที่ต้องมีแร่ธาตุสังกะสี กลูตาไธโอน และวิตามินซี

            การให้ข้อมูลของน้ำมันปลาเกรดยา ว่ามีการสกัดสารปนเปื้อนออกไป ทำให้แตกต่างจากเกรดอาหารอย่างมีนัยสำคัญ เป็นการจับประเด็นเด่นตามระดับชนิดผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากใช้วิจารณญาณไตร่ตรองจะพบว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคทั่วไป อีกทั้งเป็นสาระที่มิควรถูกซ่อนไว้ มิใช่ทับถมสินค้าน้ำมันปลาเกรดอาหาร

การมีเอกสาร คำแนะนำดีๆ ที่ถูกหลักวิชาการแพทย์แจกจ่าย มีตำรับตำรา เช่น “โอเมก้า 3” หลินจือ โคคิวเทน จำหน่าย นั้นก็เป็นการตอบสนองผู้บริโภคคุณภาพ

************************************

โคคิวเทน ช่วยลดความดันได้อย่างไร ?

ตอบ ความดันเลือดที่สูง มีผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ

ผล คือ มีการใช้โคคิวเทนมากกว่าปกติส่งผลให้เกิดภาวะขาดโคคิวเทนหรือผู้ป่วยความดันสูงอีกประเภทหนึ่งเป็นเนื่องจากขาดโคคิวเทนขึ้นก่อน

เมื่อขาดโคคิวเทน การสร้างอเซทีล โคลีน (Ac Ch) จะลดลง เนื่องจาก โคคิวเทนเป็นสารตั้งต้นของอเซทีล โคลีน

    อเซทีล โคลีน คืออะไร...เรารู้จัก ฮอร์โมนที่ชื่อ อดรีนาลีน (Adrenaline) ว่า ทำให้ความดันขึ้นสูง เป็นฮอร์โมนแห่งการสู้รบหรือหนีให้พ้นภัย เช่น ยามเกิดไฟไหม้ อาจมีแรงยกตุ่มน้ำได้ทั้งใบ ในยามปกติร่างกายจะมีฮอร์โมนคู่ที่ผลิตออกมาต้านฤทธิ์ของอดรีนาลีน  ทำนองมีลบก็มีบวกคอยคัดคานกัน  หรือ หยินคู่กับหยาง

แต่ก่อนเรียก Nor Adrenaline ปัจจุบันเรียก อเซทีลโคลีน นั่นเอง จัดเป็นฮอร์โมนฝ่ายดี มีแล้วสร้างสรรค์ จิตใจสงบ อารมณ์ดี

เมื่อขาดโคคิวเทน ก็ขาดอเซทีล โคลีนก็ขาดตัวควบคุมความดันต่อต้านอดรีนาลีน ความดันจึงขึ้นครั้นพอได้รับโคคิวเทน  ก็มีการสร้างอเซทีล โคลีน ออกมา ต้านàความดันลดลง    ในอีกด้านหนึ่ง โคคิวเทนช่วยให้หัวใจทุกห้องบีบตัวดีขึ้น รวมถึงห้องบน ส่งผลให้เลือดดำไหลเข้าหัวใจได้เต็มที่ การซึมผ่านของเลือดจากเนื้อเยื่อเข้าสู่หลอดเลือดดำฝอยได้ดี หลอดเลือดแดงฝอยก็ไหลสะดวก ความดันทั้งระบบจึงคลายตัวลง

และเป็นการลดลงในขณะหัวใจคลายตัว จากผลงานทดลองในผู้ป่วยที่ได้ผลว่า ความดันตัวล่าง(Distolic BP)ลดลง

อันเป็นนัยสำคัญของการลดลงของความดันเลือดในอีกด้าน CoQ10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระต่อสารพิษที่จะมาทำร้ายไขมันเลว (LDL) จนเกิด LDL พิษ ส่งผลต่อหลอดเลือดแข็ง ตีบตัน หรือแตก อุดตัน

 

     ผู้ที่ควรรับประทานโคคิวเทน เป็นอาหารเสริม ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปทุกคน ,ป้องกันและรักษาโรคหัวใจ รักษาอาการหัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ  ผู้ป่วยโรคความจำเสื่อม , ผู้ป่วยโรคมะเร็งผู้ป่วยโรคปอด , ผู้ป่วยโรคพาร์คินสัน , ผู้ป่วยโรคเบาหวานผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเหงือก , ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงผู้ที่มักมีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไร้เรี่ยวแรง , ผู้ป่วยโรค AIDS

Laughing   สารอาหารอื่นที่ช่วยลดความดันมีอะไรบ้าง ?

ตอบ  ก็ท้าวความถึงที่มาสาเหตุแห่งความดันสูง

– พอสูงแล้ว หัวใจทำงานหนัก à ขาด CoQ10

– สูงจากได้รับเกลือ โซเดียมมากขับไม่ออกก็ต้องการสารอาหารที่ช่วยขับโซเดียม คือ โปแตสเซียม

– สูงจากผนังหลอดเลือดแข็ง กระด้าง ไม่ยืดหยุ่น ก็อาศัยตัวช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ที่ดี คือ โอเมก้า 3 น้ำมันปลา

–  สูงจากความเครียด  การหด  (เกร็งของหลอดเลือดก็

- อาศัยสารช่วยคลายตัวของกล้ามเนื้อ ได้แก่ แมกนีเซียม Mg ยังช่วยสร้างภาวะด่าง  ทำให้ลื่น  ไม่ข้นหนืด  ทำให้ใช้แรงบีบส่งเลือดน้อยลง

– สูงจากผนังหลอดเลือดเสียหายเกิดพลัก จากพิษของโฮโมซีสเทอีน  (Homocystein)   ก็ต้องอาศัยกระบวนการเม-ทิลเลชั่น (Methylation) ซึ่งต้องใช้ Choline กับ B6 + B12

– สูงจากผลของไขมันเลว LDL พิษ ทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหายก็ต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระ (antox) ต่อต้านสารพิษ ซึ่งสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ ก็คือ OPC นอกจากอาหารแล้วก็ยังมีเรื่องของการออกกำลังกายที่พอเหมาะ และการฝึกจิต สมาธิให้สงบ ลด เลี่ยง บุหรี่ แอลกอฮอล์

  ข้อมูลพื้นฐานการป้องกันความดัน

   ไม่ควรสูบบุหรี  ไม่ควรดื่มสุรา  ไม่กินอาหารเค็มโดยเพราะเกลือ ซึ่งปกติกินเกลือไม่เกิน1ช้อนชาต่อวัน   ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันสูง  กินผักและผลไม้ ออกกำลังกายเป็นประจำ  ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เกินปกติ รู้จักผ่อนคลายความเครียด และให้ตรวจวัดความดันอย่างน้อยปีละครั้ง  

        ส่วนผักใบเขียว เช่นผักโขม  บร็อกโคลี ถั่วที่มีสีเขียว  มันฝรั่ง  เห็ด ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง  จะมีกรดโฟลิก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดในสมองอุดตันได้ 20% และโรคหัวใจได้ 13%  ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมองและอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกติสมบูรณ์  ช่วยในการสงเคราะห์โปรตีนของการสร้างโลหิต   และควรบริโภคสดๆ หรือลวกเร็วๆ เพราะความร้อนจะทำลายกรดโฟลิกในผักใบเขียว ถ้าให้ดีควรใช้ผงฟูล้างสัก 15นาที-30นาที

        ส่วนผลไม้ที่มีโพแทสเซียม ได้แก่ส้ม  มะเขือเทศ แคนตาลูป ผักใบเขียว เมล็ดทานตะวัน  กล้วย แห้ว  หัวมัน  ที่ช่วยควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย  ช่วยรักษาความเป็นกรดด่างในร่างกาย  ช่วยในการทำงานของระบบต่างของร่างกาย

         ซึ่งผักและผลไม้ที่ไม่หวานจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง  โรคหลอดเลือดอุตตัน  และโรคอัมพาตได้ครับ

         ส่วนขนมขบเคี้ยวตามร้าน  น่าจะมีเกลือแอบแฝงอยู่มาก ต้องระวังให้ดี 

       อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูงคือ  เกลือแกง  กะปิ  เต้าหู้ยี้   น้ำปลาน้ำซีอิ้ว  ไข่เค็ม  เส้นเล็กเนื้อเปื่อย  ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่าง  ผัดกระเพรา  ข้าวคลุกกะปิ  บะหมี่สำเร็จรูป  ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ ขนมจีนน้ำยา

       อาหารที่มีเกลือโซเดียมปานกลางคือ  ขนมปัง  ปลา กู้ง ปลาหมึก นมสด เนย ถั่วอบกรอบ ไข่เป็ด ไข่ไก่

        อาหารที่มีเกลือโซเดียมน้อยคือ  ข้าว  เนื้อหมู เนื้อไก่  ผักสด  เต้าหู้ ผลไม้ต่างๆ

 

   CO Q10 ได้รับจากอาหารประเภทต่าง ๆ ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อวัว เครื่องในสัตว์ ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผักอย่างปวยเล้งและบรอกโคลี แต่ในระหว่างการปรุงอาหารโดยใช้อุณหภูมิสูง จะทำให้โคเอนไซม์ คิวเทนถูกทำลายไป ดังนั้น การได้รับอาหารเสริมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

โคคิว 10 ดียังไง

-  ช่วยลดริ้วรอยและชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว

-  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง

-  ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น ส่งผลให้หัวใจดีขึ้น ความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงลดลง

-  ช่วยลดผลข้างเคียงของการใช้ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน

หัวใจ กับ โคเอนไซม์ คิวเทน หล่อเลี้ยงกันและกัน


เนื่องจากอัตราการเต้นของหัวใจในมนุษย์เราเฉลี่ยแล้ว 1 แสนครั้งต่อวัน ซึ่งเท่ากับว่าเราต้องใช้พลังงานอย่างมาก ในการสูบฉีดเลือดเพื่อให้ไปเลี้ยงได้อย่างพอเพียง หากเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตามที่ทำให้ระดับของโคคิว 10 ลดลง ก็จะส่งผลต่อการผลิตพลังงานให้กับหัวใจ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในที่สุด

จากการศึกษาพบว่า โคเอนไซม์ คิวเทนสามารถลดอาการหัวใจล้มเหลว โดยพบว่าการใช้โคเอนไซม์ คิวเทนเป็นอาหารเสริมทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้มากกว่า 15.7 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น 25.4 เปอร์เซ็นต์

ถ้าพบว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะต่อไปนี้แสดงว่าคุณมีปริมาณโคเอนไซม์ คิวเทนลดลง

-  ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เช่น โรคระบบหัวใจ และหลอดเลือด อัลไซเมอร์ เป็นต้น

-  ภาวะที่ร่างกายมีความเครียด

-  มีการใช้งานร่างกายมากเกินไปในบางภาวะ เช่น ออกกำลังกาย การเผาผลาญที่มากผิดปกติ

-  วัยที่เพิ่มขึ้น

- ได้รับจากมื้ออาหารน้อยเกินไป

-  การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน

ผลการศึกษาทางการแพทย์ถึงประโยชน์ของโคเอนไซม์ คิวเทน

ประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

จากความสำคัญของ โคเอนไซม์ คิวเทน ในการสร้างพลังงานของเซลล์ และการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องและชะลอการเสื่อมของเซลต่างๆ ทั่วร่างกาย จึงมีการนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยพบว่าช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น อาการของโรคหัวใจดีขึ้น ความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงลดลง

ประโยชน์ต่อสมอง

จากการศึกษาพบว่า ระดับ โคเอนไซม์ คิวเทน ในสมองของคนเราจะเริ่มลดลงเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยดังกล่าวจะมีปริมาณ โคเอนไซม์ คิวเทน ในสมองลดลง และเมื่อให้ โคเอนไซม์ คิวเทน แล้ว ช่วยให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้น และยังช่วยชะลอการดำเนินของโรคให้ช้าลงได้อีกด้วย

ประโยชน์ในการลดผลข้างเคียงของยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลในเลือดกลุ่มสแตติน

จากการวิจัยพบว่า ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลในเลือดกลุ่มดังกล่าว ทำให้ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเทนในร่างกายลดลง เนื่องจากขั้นตอนการออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไขมันคลอเลสเตอรอล จะมีผลยับยั้งการสร้างโคเอนไซม์ คิวเทน ไปด้วย นำไปสู่การขาดโคเอนไซม์ คิวเทน ซึ่งอาการเริ่มแรกจะสังเกตได้จากการมีภาวะกล้ามเนื้อแขน ขาอ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อ หากรุนแรงจะมีผลกระทบทำให้ หัวใจ ตับทำงานผิดปกติ ซึ่งผลดังกล่าวจะพบมากขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้ยาปริมาณสูง ผู้ที่ใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวอื่น ๆ อยู่ก่อน

ประโยชน์ด้านอื่นของโคเอนไซม์ คิวเทน

นอกจากมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด สมอง และช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาลดไขมันคลอ เลสเตอรอลกลุ่มสแตตินแล้ว โคเอนไซม์ คิวเทน ยังชะลอความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น นักกีฬาออกกำลังกายได้นานขึ้น ลดอาการเหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง ลดภาวะเหงือกอักเสบ ป้องกันอันตรายที่เกิดจากรังสียูวี และชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวเราได้อีกด้วย

ผู้ที่เหมาะสมในการบริโภค

1. ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ

2 ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลในเลือดกลุ่มสแตติน

3. ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ

4. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

5. ผู้ที่มีภาวะการทำงานของสมองผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ , ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

6. ผู้ที่ต้องการเสริมเพื่อป้องกันโรคจากความเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกาย

คำแนะนำในการเลือกซื้อ เนื่องจาก โคเอนไซม์ คิวเทน ละลายได้ดีในไขมัน โคเอนไซม์ คิวเทน ที่ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี จะต้องอยู่ในรูปแบบที่ละลายในน้ำมันและน้ำ เช่นรูปแบบที่เรียกว่า อีมัลแคป ในแคปซูลนิ่ม ที่ร่างกายจะดูดซึมได้ดีกว่า โคเอนไซม์ คิวเทน ที่อยู่ในรูปผงในแคปซูลชนิดแข็งหรือเม็ดแข็ง (tablet)

ขนาดรับประทานที่แนะนำ

กลุ่มผู้ใช้

ขนาดรับประทานที่แนะนำ

· ผู้ที่เหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ

ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

· ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน

ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

· ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

· ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน มีโรคเบาหวาน และ/หรือ ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

· ผู้ที่มีภาวะการทำงานของสมองผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ , ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน , ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ

ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

· ผู้ที่ต้องการเสริมเพื่อป้องกันโรคจากความเสื่อม ต่าง ๆ ของร่างกาย หรือเป็นโรคเหงือกอักเสบ

ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ



****************************************************************************************

     ที่จริงวันนี้จุดประสงค์เพื่อหาอาหารเสริมป้องกัน โรคความดันโลหิตสูง แต่สุดท้ายได้ โคคิวเทน  ซึ่งเป็นการป้องกันความชรา คนญี่ปุ่นนิยมกินกันมาก  วันนี้ผมได้ไปซื้อมากระปุกละ 650 บาท เป็นสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 03 เม.ย. 2554 เวลา 13:18 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

   วันที่ 3 เมษายน  2554   วันก่อนมีลูกค้าจะไปเที่ยวเกาะทางภาคใต้  ผมก็เลยบอกว่าไม่กลัวหรือ เพราะสีนามิ เพิ่งเกิดที่ญี่ปุ่น  แต่แล้วลูกค้าก็ไปจริง  ปรากฎว่าไปเจอคลื่นใหญ่มากกำลังมาพอดี  น่าจะมีผลมาจากสึนามิญี่ปุ่นแน่ๆ  เลยไม่ได้ข้ามไปที่เกาะ  แต่ถ้าข้ามไปก่อนที่คลื่นจะมา  คงลำบากแน่ๆ    ที่จริงก่อนหน้านี้ก็มีฝูงปลามาตายที่ริมหาด เป็นสัญญานเตือนล่วงหน้าแล้ว  ช่วงนี้ภาคใต้โดนหนักจริงๆ

   สึนามิที่ญี่ปุ่น เริ่ม 11 มีนาคม 2554

   พายุและคลื่นสูง4เมตร มาที่แหลมตะลุมพุก ประมาณ วันที่ 28-29 มีนาคม 2554

    สรุปเป็นการคำนวนระยะเวลาเดินทางของคลื่น จากประเทศญี่ปุ่น มาประเทศไทย เคร่าๆ 7 วันครับ ถ้าเกิดขึ้นอีก ก็ไม่ควรไปเที่ยวทะเลช่วงนี้  เดี๋ยวติดเกาะครับ 

  


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 04 เม.ย. 2554 เวลา 13:58 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

 วันที่ 4 มีนาคม 2554  วันนี้มาทำงาน จ.ราชบุรี  2หน่วยงาน สงสัยจะไม่เสร็จต้องมาทำต่อ พรุ้งนี้   ที่จริงการทำงานหาเงินทั่วๆไป เรียกว่ามนุษย์เงินเดือน   และวันนี้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้จากเงินเดือนทาง INTERNET ดังนี้  เพื่อเป็นแนวทางว่าใครอยากประกอบอาชีพแบบไหน และจะได้เงินเดือนประมาณเท่าไหร่

รวบรวมเงินเดือนอาชีพต่างๆ ในประเทศไทยมาให้ดู

ประธานองคมนตรี เงินเดือน 114,000 บาท
องคมนตรี เงินเดือน 104,500 บาท
ประธานศาลฎีกา   เงินเดือน  75, 590  บาท เงินประจำตำแหน่ง  50,000 บาท
ผู้ช่วยผู้พิพากษา  เงินเดือน   17,560 -18,950   บาท
ประธานศาลปกครองสูงสุด เงินเดือน  75,590 บาท  เงินประจำตำแหน่ง  50,000 บาท
ตุลาการศาลปกครองชั้นต้น เงินเดือน   67,560  บาท เงินประจำตำแหน่ง  30,000  บาท
อัยการ   8  เงินเดือน    73,240  บาท เงินประจำตำแหน่ง  42,500 บาท
อัยการ  1  เงินเดือน     17,560 -  18,950 บาท
นายกรัฐมนตรี เงินเดือน   75, 590  บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000
 รองนายกรัฐมนตรี  เงินเดือน 74,420    บาท  เงินประจำตำแหน่ง 45,000 บาท
รัฐมนตรี เงินเดือน 73,240   บาท  เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   เงินเดือน 47, 250  บาท  
 ประธานสภาผู้แทนราษฎร  เงินเดือน  75,590    บาท  เงินประจำตำแหน่ง  50,000 บาท
ประธานวุฒิสภา     เงินเดือน  74,420 บาท เงิน   เงินประจำตำแหน่ง   45,500  บาท
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน  73,240  บาท  เงินประจำตำแหน่ง  42,500 บาท
รองประธานวุฒิสภา   เงินเดือน  73,240  บาท   เงินประจำตำแหน่ง 42, 500 บาท
 ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน  73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง  42,500 บาท
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  เงินเดือน  71,230 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,330 บาท
สมาชิกวุฒิสภา  เงินเดือน 71,230 บาท  เงินประจำตำแหน่ง 42,330 บาท
 
ข้าราชการทหาร ระดับนายพล ระดับ น.9  ชั้น 9.5    เงินเดือน     70,930   บาท
ต่ำสุด  ระดับ 1  พ.1 -ระดับ 25    เงินเดือน              1,360-  6,050   บาท
 ข้าราชการพลเรือนสามัญ ขั้นสูง ระดับสูง   เงินเดือน  69,810 บาท
ข้าราชการพลเรือนสามัญ  ประภททั่วไป  ปฎิบัติงาน ขั้นต่ำ   เงินเดือน   4,870  บาท
ข้าราชการครู ขั้นสูง คศ. 5  เงินเดือน 66,480 บาท
ข้าราชการครูผู้ช่วย ขั้นต่ำชั่วคราว  เงินเดือนเริ่มที่  7,940 บาท
บัญชีอัตราเงินวิทยฐานะ  ครูเชี่ยวชาญพิเศษ 15,600 บาท
ครูเชี่ยวชาญ 9,900 บาท
ครูชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท
ครูชำนาญการ 3,500 บาท  
 
 
วิศวกร สาขาต่างๆ เงินเดือน เริ่มต้นที่ 12,000 บาท สูงสุดที่ 60,000 บาท  โบนัสและสวัสดิการต่างหากแล้วแต่ระดับการจ่ายของบริษัท
 แพทย์ สาขาต่างๆขึ้นอยู่กับรายได้แต่ละแพทย์เฉพาะทาง
ในส่วนของระบบราชการจะอยู่ในระดับโครงสร้างของข้าราชการ ซึ่งอาจเสริมรายได้จากการไปเป็นแพทย์พิเศษตามสถานพยาบาลต่างๆ อีก หรือคลินิก
ขณะที่แพทย์ของเอกชน ก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของเฉพาะทางนั้นๆ บางรายมีรายได้สูงสุดต่อเดือนนับล้านบาท
 งานด้านคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์, เจ้าหน้าที่ Network  ,เว็บมาสเตอร์ เงินเดือน 12,000-50,000 บาท
กราฟฟิก ดีไซน์เนอร์ เงินเดือน 15,000 บาท ขึ้นไป
 ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพหนังสือพิมพ์/วิทยุ/เว็บไซต์  เงินเดือน     7,000 -  25,000 บาท
ระดับหัวหน้าข่าว   23,000-35,000 บาท
ระดับบรรณาธิการบริหาร  30,000 บาท ขึ้นไป
 ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพโทรทัศน์/ผู้ประกาศข่าว  เงินเดือน 12,000 - 40,000 บาท
ระดับหัวหน้าข่าว 30,000 - 50,000 บาท
ระดับบรรณาธิการบริหาร  40,000 บาท ขึ้นไป
คอลัมนิสต์,นักเขียน นิตยสาร เงินเดือน 9,000-50,000 บาท ขึ้นไป
 พนักงานบัญชี เริ่มต้นที่ 9,000  บาทขึ้นไป
 พนักงานบริษัททางด้านสายงานต่างๆ เริ่มต้นที่ 10,000 บาท ขึ้นไป
 สาวไซด์ไลน์ การขายวิวจะเริ่มที่ 90 หรือ 100 บาทขึ้นไป  สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ต่อครั้ง  ถ้าเป็นเดือน เฉลี่ย เดือนละ 3-4 หมื่นบาท
พนักงานโรงแรม ในระดับทั่วไป เงินเดือน  4,000 บาท ขึ้นไป  ไม่รวมค่า เซอร์วิส ชาร์ต
พนักงานโรงแรม แผนกต้อนรับ เงินเดือน  10,000 บาทขึ้น  ไม่รวมค่าเซอร์วิส ชาร์ต
พนักงานขับรถลีมูซีน ประจําโรงแรมห้าดาว-สนามบิน  เงินเดือน 16,600 บาท ขึ้นไป
 โชเฟอร์ขับแท็กซี่ เฉลี่ยรายได้วันละ 250 บาท ขึ้นไป  (หักค่าเช่า+น้ำมันแล้ว)
 รถจักรยานยนต์รับจ้าง เฉลี่ยรายได้วันละ 300 บาท ขึ้นไป  (หักค่าวิน+น้ำมันแล้ว)
  เกษตรกร รายได้ขึ้นอยู่กับผลผลิตสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ทำสวน ปลูกพืช ผัก ผลไม้ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ การทำประมง
 สำหรับผู้ใช้แรงงานทุกประเภท  ค่าแรงขั้นต่ำ  เฉลี่ยอยู่ที่วันละ  215 บาท  ขึ้นไป
 
นี่เป็นเพียงรายได้ส่วนหนึ่งจากหลากหลายอาชีพ ไม่ใช่ทั้งหมด ยังคงเหลือพวกทำอาชีพธุรกิจส่วนตัว ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า พ่อค้า แม่ขาย และ ฯลฯ   จะเห็นได้ว่า รายได้ ระหว่างผู้มีการศึกษา ผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับต่ำ เศรษฐี ชนชั้นกลาง รากหญ้า ผู้มีอำนาจ กับผู้มีสิทธิแค่ตอนเลือกตั้ง  ล้วนมีมูลค่่าทางค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน จึงทำให้ช่องว่างระหว่าง รวย และจน ห่างกันเยอะ จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใด ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จึงไม่หมดสิ้นไปเสียที...

********************************************************

    ส่วนตัวผมสมัยก่อนก็เคยทำงานเป็น มนุษย์เงินเดือนอยู่หลายปี  ตอนหลังมาทำเป็นแบบอาชีพอิสระ  ซึ่งก็แล้วแต่ดวง  ถ้าดีก็ดีไป  ถ้าไม่ดีก็จะลำบาก  ซึ่งผมว่าอาชีพของผมก็พอหาเงินคล่อง  สุดแต่ที่ว่าเงินที่ได้มาจะนำไปใช้อะไร  ตอนหลังได้อ่านหนังสือมาก  ทำให้รู้ว่าคนที่รวยส่วนใหญ่แล้วใช้เทคนิคที่เรียกว่า  ใช้สินทรัพย์ทำงานแทน ซึ่งก็หมายว่า  นำเงินฝากธนาคารกินดอกเบี้ย  ซื้อที่ดินมาแล้วสร้างบ้านให้เช่าและได้ค่าเช่าทุกเดือน  หรือซื้อที่ดินมาในราคาถูกและพัฒนาพื้นที่เช่นทำทางเข้าแล้วขายต่อ .....

    ปัจจัยสำคัญก็คือดวงครับ  ถ้าดวงดีก็ได้  ดวงร้ายก็ไม่ได้  สิ่งสำคัญผมว่าน่าจะเกิดจากการสะสมบุญบารมี   ที่จริงแล้วที่กล้าเขียนแบบนี้ อาจเป็นเพราะผมเห็นเริ่มเห็นแสงสว่างกำลังเริ่มส่องเข้ามา  เป็นเหมือนทางที่นำไปสู่สวรรค์ครับ  

     ผมก็ได้แต่อดทนรอคอย  ไม่ใช่คอยแบบเพ้อเจ้อนะครับ  ความเป็นไปได้จากราคาที่ดิน39ไร่ที่ซื้อมาไร่ละ 2-3-4หมื่นบาท  กำลังจะขยับเป็น 4-5แสนบาทต่อไร่  ดูแล้วน่าจะอีกประมาณ 2-3ปี  แต่ ณ.ขณะนี้  ก็ต้องนำเงินไปพัฒนาพื้นที่เตรียมไว้เรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นการขุดดิน  การถมดิน เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่ไปเรื่อยก่อน  มีแต่เรื่องเสียเงินครับ


 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 05 เม.ย. 2554 เวลา 22:22 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

     5 เมษายน 2554  วันนี้ยังทำงานอยู่ จ.ราชบุรี  ทำงานตั้งแต่เช้ากว่าจะเสร็จงานก็เย็น มีหลายเรื่องให้แก้ปัญหา ทั้งงานเขียนโปรแกรมและงานเซ็ตเครื่องเข้าระบบLAN ตั้งเครื่องพิมพ์ สรุป โดนงานจิปาถะทั้งวัน   เข้ากทม. เสร็จต้องเตรียมตัวไปทำงาน จ.ตากต่อ   เสร็จจากจังหวัดตาก ก็ต่อไป จ.บุรีรัมย์ 

      วันก่อนที่ไปพัฒนาที่ดินและมีการวางท่อทำทางแถมถมดิน  ปรากฎว่าเจ้าของที่ข้างเคียงชื่อสิงหาติดต่อมา  ซึ่งเจ้าของที่ข้างเคียงคนนี้ไม่ค่อยกินเส้นกับผม  สืบเนื่องจากปีก่อนผมได้ทำการขุดร่องน้ำกำหนดหนดแนวเขต แต่นายสิงหาคนนี้เป็นญาติเจ้าของที่ข้างเคียงไปยุชาวบ้านมาห้ามไม่ให้ขุด  แล้วบอกผมว่าเป็นที่สาธารณ วันนั้นคนรับจ้างขุดก็ขุดไม่ได้ เกือบมีเรื่องราวใหญ่โต  แต่ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการ  ผ่านไปสักพัก ผมก็สั่งรถขุดใหม่  รอบนี้ไม่มีขาวบ้านมาห้ามขุดเพราะคนขุดไปอธิบายให้ชาวบ้านฟังหมดแล้วว่าผมมีใบโฉนดที่ดิน  เหตุการครั้งนั้น ก็เรียกว่าไม่มองหน้ากันแล้ว  แต่รอบนี้นายสิงหากับมาพูดดีด้วย โดยขอให้ย้ายท่อมาไว้ในหน้าที่ดินของนายสิงหา ซึ่งเป็นที่ติดน้ำเหมือนกับที่ดินผม สรุปที่ดินของผมอยู่สุดทางโดยติดที่ดินนายสิงหา และที่ดินนายสิงหาก็ปลูกต้นไม้ปิดทางแถวขุดร่องให้ปลาเข้าบ่อรถผ่านไปมาไม่ได้  แต่่พอผมวางท่อด้านหลังแล้วทำทาง ทำให้นายสิงหาตาสว่างเพราะที่ดินนายสิงหาทำเลจะไม่ดี มีแต่ร่องน้ำล้อมรอบไม่ได้ราคา 

     ที่จริงนายสิงหา เขาก็รู้ว่าสิ่งที่ทำกับผมไว้มันแสบมาก  วันนั้นผมโกรธมาก  แต่รอบนี้กลับจะมาขอให้ย้ายท่อผมไปไว้หน้าที่ดินนายสิงหา  ค่าท่อก็ 3,000บาทแล้ว ค่ารถขุดแม็คโคร วันละ4,000 บาท ช่างกล้า   แต่ผมรู้สึกตื่นเต้นกว่า  เพราะนี้คือหนทางสู่สวรรค์ เพราะถ้าผ่านที่ดินนายสิงหา ก็จะออกถนนอีกแค่ 300 เมตร ที่ดินถัดไปก็ไม่เห็นมาใครมีปัญหาอะไร ชาวบ้านจะได้ขนข้าวออกไปสู่โรงสีได้ง่าย ไม่ต้องอ้อมหลายกิโล   

     และเส้นทางนี้ มีชาวบ้านให้ผมพูดกลับนายสิงหาเพื่อขอเปิดทาง  ใครจะไปกล้าพูด ไม่ถูกกันขนาดนั้น  แต่รอบนี้นายสิงหากลับมาขอให้ผมช่วย ที่จริงที่ดินนายสิงหาแค่ 4ไร่   เดี๋ยวต้องคุยรายละเอียดกับนายสิงหาก่อนที่จะตัดสินใจ ว่าจะทำอย่างไร         

  ได้ข้อมูลทาง INTERNET เรื่องไม้มงคลทั้ง 9 ชนิด ดังนี้
 
1. ไม้ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา
2. ไม้ขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน
3. ไม้ชัยพฤกษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ
4. ไม้ทองหลาง หมายถึง การมีทรัพย์สินเงิน มีเงินทองใช้ไม่ขัดสน
5. ไผ่สีสุก หมายถึง มีความสุขกายสบายใจ ไร้ทุกข์โศกโรคภัย
6. ไม้ทรงบาดาล หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง
7. ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ อำนาจบารมี คนเคารพนับถือและยำเกรง
8. ไม้พะยูง หมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น
9. ไม้กันเกรา หมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ตำเสา ซึ่งอาจหมายถึงทำให้เสาเรือนมั่นคง

        

      


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 06 เม.ย. 2554 เวลา 17:22 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

    6 เมษายน 2554  วันนี้มาทำงาน ที่ จ.ตาก  ทำงานแค่ครึ่งวันก็เสร็จงาน และเดินทางมาต่อรถ จ. พิษณุโลก เพื่อต่อไป จ.บุรีรัมย์  รถออก 5 ทุ่มคืนนี้  

   วันนี้ได้ข้อมูลทาง INTERNET  เรื่อง ทำไมคนญึ่ปุ่นถึงได้อายุยืน ดังนี้   

 

ความลับ ทำไมคนญี่ปุ่นถึงอายุยืนที่สุดในโลก (อ.ส.ม.ท.)

          หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า "ประเทศญี่ปุ่น" เป็นชาติที่มีอายุขัยยืนยาวมากที่สุดในโลก ซึ่งนี่ถือเป็นการครองแชมป์มากกว่า 20 ปี แล้ว โดยมีอายุเฉลี่ยเกิน 100 ปี มากกว่า 20,000 คน เลยทีเดียว และเมื่อแยกย่อยลงไปในรายละเอียดต่างๆ จะพบว่าสุขภาพร่างกายของคนญี่ปุ่นมีคอเลสเตอรอลต่ำ ไม่ค่อยเป็นโรคอ้วนกับโรคหัวใจ

          นี่เองที่ทำให้ใครต่อใครต่างอยากรู้เคล็ดลับว่าทำไม "คนญี่ปุ่นถึงมีสุขภาพที่ดีได้ กระทั่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารญี่ปุ่นชาวอังกฤษคนหนึ่ง ได้มีการทำสำรวจเกี่ยวกับอายุขัยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเทียบวิเคราะห์ถึงเหตุผลและปัจจัยอันเกี่ยวกับอายุขัยที่ยืนยาวของคนญี่ปุ่นว่า"

          เพราะอะไรคนญี่ปุ่นถึงมีคอเลสเตอรอลต่ำ?

          เพราะอะไรคนญี่ปุ่นถึงมีอัตราการตายจากโรคหัวใจต่ำ?

          และเพราะอะไรสุขภาพของคนญี่ปุ่นถึงเป็นแบบนี้ได้?

          กระทั่งพบ "ความลับ" ว่า "อาหารญี่ปุ่น" คือตัวช่วยเสริมสุขภาพคนญี่ปุ่นให้ไม่มีปัญหาจากโรคภัยที่กล่าวมาได้ทั้งหมด อาหารที่ว่า เช่น ปลาดิบ - ซุปมิโซะ – เต้าหู้ – สาหร่ายคอมบุ (จากน้ำอุ่น) สาหร่ายโนริ (จากน้ำเย็น) เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลต่ำ ปราศจากไขมันอิ่มตัว มีไอโอดีนและแร่ธาตุสูงมาก อีกทั้งยังมีอนุมูลเล็กๆ ที่ช่วยเสริมสุขภาพให้ดี ช่วยให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้นด้วย

          และเมื่อเจาะจงข้อมูลลงไปในพื้นที่ประเทศญี่ปุ่น ยังมีสิ่งที่น่าสนใจนั่นคือ พบว่า คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่บนเกาะโอกินาวา อัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ น้อยกว่า ส่วนอื่นในพื้นที่ของประเทศญี่ป่นและประเทศอื่นๆ ทั้วโลก

          นั่นเพราะ ชาวโอกานาวา มีการบริโภคน้ำตาล 25% เกลือ 20% และรับประทานผักเป็น 3 เท่า รับประทานปลามากกว่าเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งมีโอเมก้า 3 ที่สำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง เสริมสร้างระบบประสาท ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และ ไตรเอซิลกลีเซอรอลในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหน้าองค์ประกอบของเกล็ดเลือด ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกัน โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ ที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย

          "อาหารทะเล" จึงเป็นเสมือนยาอายุวัฒนะ หรืออาหารวัคซีน ที่ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ซึ่งทำให้ชาวโอกานาวา มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

************************************************************

กรดไขมันโอเมกา-3 (ω-3 หรือ omega-3) ซึ่งเป็นโครงสร้างไขมันสำคัญในสมองและจอประสาทตา

ดร.อลัน ไรอัน จาก มาร์เท็ค ไบโอไซน์ส (Martek Biosciences) จะนำเสนอผลของการบริโภคกรดไขมันโอเมกา-3 ในเด็กอายุ 4 ขวบ ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายิ่งมีระดับกรดไขมันโอเมกา-3 ในเลือดมากเท่าใด เด็กก็จะทำแบบทดสอบด้านการรับรู้ได้ดีเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าควรมีการผสมกรดไขมันโอเมกา-3 ในอาหารสำหรับเด็ก กรดไขมันโอเมกา-3 พบได้ในไขมันปลา แต่ผู้เชี่ยวชาญมากมายแนะนำว่าสตรีและเด็กควรบริโภคไขมันปลาในปริมาณจำกัด[1]

กรดไขมันโอเมกา-3 เป็นกลุ่มของกรดไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวสูง เป็นหนึ่งในกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty acid) ที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้ ซึ่งในสูตรโครงสร้างโมเลกุลจะมีพันธะคู่อยู่ไม่น้อยกว่า 3 แห่ง โดยพันธะคู่แรกจะอยู่ที่ตำแหน่งของคาร์บอนตัวที่ 3 นับจากปลายโมเลกุลด้านที่มีกลุ่มเมธิล (methyl group) เข้าไป ส่วนพันธะคู่ต่อไปจะอยู่ตรงตำแหน่งคาร์บอนถัดไปครั้งละ 3 ตำแหน่ง สารสำคัญในตัวมันมี 2 ตัว คือ Eicosopentaenoic (EPA) และ Docosahexaenoic (DHA)

กรดไขมันโอเมกา-3 มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวกับเรตินาในการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อโภชนาการและสุขภาพของคนเรา เช่น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และไตรเอธิลกลีเซอรอล (triethylglycerol) ในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน (lipoprotien) และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและหน้าที่ของเกล็ดเลือด จึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลดีในการลดอันตรายของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจและโรคซึมเศร้า โอเมกา-3 พบมากในปลาทะเล และ ปลาน้ำจืดบางชนิด

 

     คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าโอเมกา-3 มีเฉพาะในปลาทะเล แต่ในปลาน้ำจืด ก็มีโอเมกา-3 สูง บางประเภทสูงกว่าปลาทะเล เช่น ปลาสวายเนื้อขาว มีโอเมก้า-3 สูงถึง 2,570 มก.ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ปลาช่อนมีโอเมกา-3 ถึง 870 มก.ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ขณะที่ปลาแซลมอลมีโอเมกา-3 ประมาณ 1000-1,700 มก.ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ปลากะพงขาว 310 มก.ต่อน้ำหนัก 100 กรัม   ปลานิล 3 ออนซ์ก็มีสารโอเมก้า 3 EPA และ DHA มากกว่า 100 mg 

   โอเมกา-3 เป็นไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งพบมากในสาหร่าย และปลา ถ้าบริโภคปลาสม่ำเสมอจะได้รับโอเมกา-3 เพียงพอ สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐฯ แนะนำให้บริโภคปลาไม่น้อยกว่า 2 มื้อต่อสัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำมันปลามาทานเพิ่ม เพราะการได้รับน้ำมันปลาเสริมมากเกินไป อาจเกิดปัญหาเลือดออกง่าย โดยเฉพาะผู้ที่ทานยาแอสไพรินอยู่ อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในสมองได้ ทั้งนี้ การปรุงอาหารควรเป็นการต้มหรือการนึ่ง ไม่ควรทอดหรือผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม เพราะโอเมกา-3 เมื่อผ่านความร้อนสูงจะสลายตัวได้

 

    ประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า 3 คือ ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โคเลสเตอรอล ไขมันในเลือด   ป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ และกระตุ้นการสร้างสารเคมีซีโรโทนินในสมอง มีฤทธิ์ต้านการซึมเศร้า โรคไมเกรน  เป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างเซลล์ประสาทในเด็กและทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยข้างต้นระบุว่า คนไทยยังกินปลาในปริมาณน้อยเพียง 32 กิโลกรัมต่อคนต่อปีขณะที่ญี่ปุ่นเกินมากกว่า 1 เท่าตัว

    โอเมก้า 3 ปลาทะเลลึก ปลาทูน่า ปลาแซลมอน มีไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มหนึ่ง เรียกรวมๆ ว่าโอเมก้า 3 สองตัวเด่นชื่อ อีพีเอ (EPA) และ ดีเอชเอ (DHA)

    รับประทานปลาที่มีโอเมก้า-3ให้มากขึ้น   ได้แบ่งประเภทปลาสดได้จากปริมาณไขมันในปลา คือ
  • ปลาที่มีไขมันต่ำมาก (น้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ประกะพงแดง และปลาเก๋า
  • ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2-4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจะละเม็ดดำ และปลาอินทรี
  • ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4-5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจะละเม็ดขาว
  • ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8-20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี


    กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดขา และแอนติบอดี พบมากในปลาทะเล เช่น แซลมอน หรือทูน่า และธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่ววอลนัท เมล็ดปอ รวมทั้งพืชผักใบเขียว   โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์และโตแบคทีเรีย (kactibacterua) เช่น แลคโตบาซิลัส แอซิโดฟิลัส (lactobacillus adidophilus) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจะยับยั้งการเกิดจุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบย่อยอาหาร เช่น แบคทีเรีย รา หรือยีสต์ รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดีให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 


     อาหารหลักเพื่อสุขภาพที่ควรบริโภค คือ ข้าวกล้อง ผักพื้นบ้าน และปลา  ส่วนปลาควรนึ่ง  ต้ม  อบ  หรือกินปลาดิบๆแบบญี่ปุ่น  ถ้านำปลาไปทอดแบบบ้านเรา กรดโอเมก้า3ก็จะสลายไปโดยที่ชาวบ้านอย่างเราไม่รู้  และผมก็เพิ่งรู้วันนี้เองครับ  ยังสงสัยเลยทำไมญี่ปุ่นถึงชอบกินปลาแบบดิบๆ ซึ่งบ้านเราไม่นิยม อาจเป็นเพราะไม่รู้เรื่อง  กรดโอเมก้า3  ถ้าโดนความร้อนก็จะสลายตัวไป

 

6 วิธี เสริมภูมิ...ต้านทานโรคด้วยโอเมก้า 3
  1. ลดความเครียด..อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด
  2. นอนหลับให้เพียงพอ..การนอนไม่พอนั้นมีผลลดการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี โดยการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชม.เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด พบว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%
   3. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ.. อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
   4. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ..นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือดทำให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดีและเม็ดเลือดขาว เดินทางไปทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่บริเวณอวัยวะต่างๆ ได้เร็วขึ้น
   5. รับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ..โดยเฉพาะอาหารเสริมภูมิต้านทาน อย่างเช่น ผัก ผลไม้ ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และแร่ธาตุบางชนิด ได้แก่ ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งมีผลเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอี ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่างๆ ของร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระอันเป็นตัวการก่อมะเร็งได้อีกด้วย
   6. หลีกเลี่ยงอาหาร..หรือพฤติกรรมที่ส่งผลให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง..เช่น เลี่ยงการกินอาหารหวานจัด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เกินวันละ 2 แก้ว ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป ด้วยวิธีง่ายๆ ใกลตัวเราเหล่านี้ ก็จะสามารถคงไว้ซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายต่างๆ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขไปนานๆ 

*************************************************************

    ช่วงนี้ญี่ปุ่น ปล่อยรังสีนิวเคลียร์ ลงทะเลมาก  1-2 ปีนี้จึงจะงวดอาหารทะเลซักพัก  หันมากินปลาน้ำจืดดีกว่า

 

 

 

ฝากไว้ก่อน...............

 

คุณเคยสงสัยมั้ยว่า เราก็สู้อุตส่าห์อดออม ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว ประหยัดเอวคอดเอวกิ่ว ไม่เคยข้องแวะกับความฟุ่มเฟือย พอมีเงินก็เอาไปต่อยอดให้มันออกดอกออกผล เรียกว่า ทำทุกอย่างตามสูตรของการเป็นเศรษฐี ปฏิบัติทุกอย่างตามคัมภีร์แห่งความมั่งคั่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของสรรพนาม คำว่าเศรษฐี

ถ้าอย่างนั้น จะพาไปแกะรอยไปดูว่าบรรดาเศรษฐีตัวจริง เขาคิดและมองกันอย่างไร ถึงได้มั่งคั่งอย่างยั่งยืนบนกองเงินกองทอง

ที.ฮาร์ฟ เอเคอร์ เจ้าของงานเขียน "เคล็ดลับทำใจให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน: การคุมเกมสร้างความมั่งคั่ง" เชื่อว่า คนรวยคิดแตกต่างเกี่ยวกับเงิน และแต่ละคนมีแผนการเงินเฉพาะตัว ซึ่งคิดกำหนดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตในการลงทุนเกี่ยวข้องกับเงิน

ลองตามมาดูวิธีคิดและมุมมองแบบคนรวย ว่าเขาคิดกันอย่างไร

 คนรวยเชื่อว่าฉันสร้างชีวิตด้วยตัวเอง

พูดให้เข้าใจง่ายคือ คนที่จะรวยได้ต้องเริ่มคิดสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพิงคนอื่น สังเกตว่าพวกที่ไม่ได้เป็นเศรษฐี มักคิดแค่ว่า เราช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาบนกองเงินกองทองที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ ไม่ต้องทำอะไรก็มีมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่เอาไว้ให้ใช้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร ก็อยู่ได้ไปชั่วชีวิต

                     

จะเห็นได้ว่าเศรษฐีในบ้านเราหลายคน ไม่ว่าจะเป็น"เจริญ สิริวัฒนภักดี" หรือ "เฉลียว อยู่วิทยา" ก็ล้วนแต่สร้างและสั่งสมความร่ำรวยมาด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น กว่าจะนอนเกลือกกลิ้งบนกองเงินกองทองเศรษฐีพวกนี้เริ่มต้นจากศูนย์และสองมือเปล่า และเป็นคนที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่รวย

กรณีของเฉลียว เขาไม่ได้เกิดมาในชาติตระกูลของผู้มีอันจะกิน แต่เกิดมาท่ามกลางครอบครัวยากจน ทำให้เขาต้องช่วยที่บ้านทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะมาขายกระทิงแดงอย่างทุกวันนี้ เขาทั้งขายผลไม้ ขายยา และทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง

 มีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก

กว่าจะมาเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย เป็นเจ้าของเหล้าแม่โขง และเหล้าแสงโสม เบียร์ช้าง เศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทยอย่างเจริญ เป็นคนที่มีหัวการค้าตั้งแต่เล็ก และเขาเชื่อเสมอว่า คนจะรวยได้ต้องทำการค้าเท่านั้น นั่นทำให้เขามุ่งมั่นกับการทำการค้ามาตั้งแต่เด็ก

                  

ถึงแม้"บิล เกตส์"เจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์จะไม่ได้โตมาจากครอบครัวยากจน เพราะพ่อของเขาเป็นทนายและแม่เป็นอาจารย์ แต่เขาก็มีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ช่วงที่เรียนอยู่เขากับเพื่อนสนิทคิดหาช่องทางหาเงิน โดยรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำเงินให้เขาไม่ใช่น้อยเลยสำหรับเด็กในวัย 10 กว่าปี

                   

หรือแม้กระทั่ง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เป็นคนที่ขยันหาเงินมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาร่ำรวยระดับโลกแบบนี้ได้ บัฟเฟตต์ก็เคยเป็นคนที่รู้จักทำมาหากินมาตั้งแต่เด็ก เขาก็เคยหารายได้จากการขายของตามบ้านและเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์มาก่อน

คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อชนะเท่านั้น

คนจนมักคิดแค่ว่าเล่นเกมการเงินหรือลงทุนก็ตามเพื่อไม่ให้แพ้ ตรงกันข้ามกับพวกคนรวยที่เมื่อเล่นเกมการเงินหรือลงทุน พวกเขามุ่งมั่นว่าต้องชนะเท่านั้น บิล เกตส์เป็นตัวอย่างของคนประเภทนี้ได้ดีที่สุด วิธีคิดของเขาคือ จะทำอะไรต้องชนะเท่านั้น นั่นเพราะในครอบครัวของเขาสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขันมาตั้งแต่เด็ก

 คนรวยคิดการใหญ่ไม่มองเล็ก

ธรรมชาติของคนรวยมักจะคิดการใหญ่ แต่ถ้าเป็นคนจนจะคิดการเล็ก คนรวยไม่ได้คิดแค่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆข้างทาง แต่พวกเขาคิดเลยเถิดไปถึงร้านอาหารใหญ่ๆที่อาจจะขายแฟรนไชส์ได้ในอนาคต หรืออาจจะโกอินเตอร์ไปเปิดในต่างประเทศ

ดูอย่างบิล เกตส์เป็นกรณีศึกษา ก็จะพบว่า เขาเป็นคนที่คิดการใหญ่มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่ของใช้ประจำบ้าน คนมีวิสัยทัศน์อย่างบิล เกตส์กลับมองออกว่า คอมพิวเตอร์จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน เมื่ออ่านเกมขาด เขาจึงตัดสินใจที่จะทุ่มเทเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด

 คนรวยมองหาโอกาสไม่สนใจอุปสรรค

คนจนมัวแต่โฟกัสไปที่อุปสรรคและจมดิ่งอยู่กับปัญหา แต่คนรวยแม้จะถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคและปัญหา แต่พวกเขาจะมักจะมองหาโอกาสโดยไม่สนใจกับอุปสรรค พูดให้ชัดขึ้นคือ คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก แต่คนจนมักจะมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้นคือคนรวยมักจะเป็นพวกตื่นตัวและความกลัวหยุดพวกเขาไม่ได้

คนรวยชื่นชมผู้ประสบความสำเร็จ

ลองสังเกตดูให้ดีจะพบว่า คนรวยมักจะชื่นชมคนรวยและยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนจนเวลาเห็นคนรวยกว่าหรือเห็นคนอื่นได้ดีกว่ามักไม่ค่อยพอใจ

เมื่อบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน อย่างบิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์พบกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับบัฟเฟตต์เพียงไม่กี่ชั่วโมง บิล เกตส์กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างมาก ฝ่ายบัฟเฟตต์เองก็นับถืออย่างบิล เกตส์เช่นกัน

 คนรวยสมาคมกับคนประสบความสำเร็จ&คิดบวก

โดยมากพวกคนรวยจะคบค้าสมาคมกับคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่คิดบวก เพราะบางทีในอนาคตอาจจะคิดหาทางเพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันในอนาคต ฝ่ายคนจนมักจะสมาคมกับคนคิดลบและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น กรณีของเจริญ เขาเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อย่างดีกับผู้คนในแวดวงการค้า การลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมไปถึง ข้าราชการ ไปจนถึงแวดวงนักการเมือง

 คนรวยเลือกทำเงินโดยไม่รอเวลา

อาจจะเป็นเพราะคนรวยมักจะคิดแล้วทำเลย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่รอเวลา เมื่อจังหวะมีโอกาสมา พวกเขาก็จะลงมือทำงานทำเงินทันที ตรงกันข้ามกับคนจนที่มักจะรอเวลา และผัดวันประกันพรุ่งกับทุกเรื่อง ตัวอย่างของเจริญค่อนข้างชัดเจน เขาเป็นคนที่มีความคิดแตกฉานในเรื่องการทำธุรกิจ เมื่อจะลงมือทำอะไรเขาจะคิดก่อน เมื่อคิดอย่างถ่องแท้แล้ว เขาก็จะลงมือทำ เรียกว่าเป็นคนที่ตัดสินใจเร็ว ในการทำธุรกิจ

 คนรวยคิดแบบควบคู่ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ตัวอย่างของคนรวยหลายคน มักจะมีระบบคิดที่ไม่ใช่คิดแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พวกเขาจะคิดควบคู่หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเป็นคนจนมักจะคิดวนอยู่เรื่องเดียว

ถ้ามองในแง่ของการทำธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐีหลายคน อาจจะเริ่มต้นจากธุรกิจแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มตั้งตัวได้ พวกเขาก็จะแตกไลน์ทำธุรกิจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน

เช่นกรณีของเฉลียว ที่เมื่อพูดถึงชื่อเขา แน่นอนทุกคนคงนึกถึงกระทิงแดง แต่ทุกวันนี้เฉลียวไม่ได้ขายกระทิงแดงอย่างเดียว แต่แตกไลน์ขยายธุรกิจออกไปอย่างกว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจยา เครื่องดื่ม อาหาร สนามกอล์ฟ ธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

 คนรวยเน้นหาความมั่งคั่งอื่นไม่ใช่แค่รายได้ประจำ

ข้อนี้อาจจะต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว อย่างที่บอกว่าคนรวยไม่ได้หวังแค่รายได้จากเงินเดือนประจำ แต่พวกเขาจะมองหาอย่างอื่นที่มาเติมความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วย แต่คนจนหวังแค่รายได้ประจำ

 คนรวยบริหารเงินได้ดี-ใช้เงินเป็น

คนรวยมักจะบริหารเงินได้ดี แต่คนจนมักจะบริหารจัดการได้ไม่ดีเท่าไหร่ อย่างเจริญ เขาไม่ใช่คนที่ประหยัดเงินท่าเดียว แต่เขาเป็นคนที่ใช้เงินเป็น และมีระบบการบริหารเงินในบริษัทได้ดี

คำว่าบริหารเงินได้ดี อาจหมายรวมไปถึงการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย เช่นกรณีพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตต์เขาก็บริหารด้วยการกระจายไปในหุ้นหลายกลุ่มหลายตัวที่เขาคิดและมองเห็นแล้วว่าพื้นฐานกิจการดี และสามารถมองเห็นที่มาที่ไปของการสร้างรายได้

ส่วนการใช้เงินเป็นนั้น แม้เศรษฐีพวกนี้จะอยู่ในภาวะร่ำรวยล้นฟ้ากันแล้ว แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า พวกเขาหามาได้และใช้อย่างพอดี ไม่ได้ฟุ่มเฟือยกับกองเงินกองทองตรงหน้า แถมเศรษฐีแต่ละคน เมื่อรวยมาถึงระดับหนึ่งก็มักจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับสังคมในรูปแบบต่างๆ

 คนรวยมีเงินช่วยทำงานไม่ใช่ทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน

คนจนเอาแต่คร่ำเคร่งกับการทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเก็บ แต่คนรวยไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อทำงานหนักได้เงินมา พวกเขาใช้ให้เงินทำงานแทนพวกเขา บัฟเฟตต์เองก็เช่นกัน จริงอยู่เขาเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน หมั่นเก็บออมเงิน และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็นำเงินมาลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะบัฟเฟตต์เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และนับจากนั้น เขาก็ให้เงินทำงานหนักกว่าเขาหลายเท่า

คนรวยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

คนจนมักจะคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ตรงกันข้ามกับคนรวยที่ขวนขวายหาความรู้ และมีนิสัยชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าใครที่ติดตามหรือแกะรอยความรวยของบัฟเฟตต์ ก็จะพบว่า แม้จะร่ำรวยแล้วแต่เขาก็ยังเป็นคนที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และยังแนะนำให้ทุกคนหมั่นศึกษาหาความรู้ใส่ตัว และฝึกฝนทักษะในเรื่องต่างๆอยู่ตลอด

 คนรวยแล้วจะยิ่งสมถะและใช้ชีวิตเรียบง่าย

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐีคือ ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ ยิ่งมั่งคั่งมาก พวกเขายิ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่ายมากกว่าคนที่เพิ่งรวย

ถ้าจะให้เห็นชัดเจนที่สุดคงเป็นเจ้าพ่อกระทิงแดงอย่างเฉลียว อยู่วิทยา ที่แม้ว่าเขาจะร่ำรวยระดับโลกแล้ว แต่ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนกับเมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ธรรมชาติของเขาคือความเรียบง่าย กินอยู่ง่ายๆแบบคนธรรมดาทั่วไป ใช้ข้าวของไม่ต่างจากตอนที่บุกเบิกธุรกิจ

ฝ่ายบัฟเฟตต์นั่นก็พอกัน ถึงจะมีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมหาศาลแค่ไหน แต่เขายังคงใช้ชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป เขายังคงใช้รถคันเก่าๆเล็กๆคันเดิมแทนรถสปอร์ตสุดหรู อยู่ในบ้านหลังเก่าแทนที่จะเป็นคฤหาสน์หลังโต เงินทองและทรัพย์สินที่บัฟเฟตต์หามาได้นั้น เขาแทบไม่ได้เอามาปรนเปรอความสุขให้ตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของชีวิต ความสุขของมหาเศรษฐีอย่างเขาคือการนำเงินไปบริจาค

  ทั้งหมดที่ว่านี้ คือวิธีคิดและมุมมองของผู้ร่ำรวย คุณเองก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าลองหยิบแง่คิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง แค่พัฒนาความฉลาดทางการเงินของตัวเอง และเริ่มต้นคิดให้เหมือนกับตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้าน จะช่วยให้เงินไหลเข้ามาหาคุณได้เอง


 ประเภทของความร่ำรวยา
ความร่ำรวยนั้นได้มาหลายวิธีด้วยกัน คือ
1. ร่ำรวยจากมรดก
2. ร่ำรวยจากการค้าขายทำธุรกิจ
3. ร่ำรวยจากการกู้ยืม
4. ร่ำรวยจากการฉ้อโกงย
ข้อ 1 นี่คงจะพูดได้ไม่มาก หลายคนถือว่าเป็นบุญ สาเหตุเพราะรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้ แต่ถ้าจัดการไม่
ดีก็มีสิทธิ์ กลับมายากจนได้เช่นกัน
ข้อ 2 นี่คือเขาสร้างขึ้นมาเอง อาศัยความเสี่ยง และความคิดที่แตกต่าง อย่าไปคิดอิจฉาว่าเค้า
สร้างอาณาจักรการค้าได้อย่างไร ทำไมเราไม่ทำแบบเค้าบ้าง ให้ลองกลับไปมองนักธุรกิจที่ผิดพ
ลาดด้วย คนรวยหนึ่งคนอาจจะโผล่มาจาก คนที่ล้มเหลวทางธุรกิจอีกเป็นสิบๆ คน ภาพที่ออกมา
ไม่เคยบอกว่าเพื่อนที่ทำธุรกิจมาด้วยกันนั้น ล้มไปกี่คนจึงจะมีผู้ร่ำรวยคนนี้ เพราะฉะนั้นคิดให้ดี
อย่าคิดอยากทำอย่างเขา หรืออิจฉาเขาเลย เพราะคุณอาจจะล้มไปเสียก่อนก็ได้ คนที่รอดคือคน
รวยมันก็แค่ statistic คุณยังรวยกว่าคนจนอีกเป็นล้านๆ คน
ข้อ 3 คือคนที่เราพบเห็นเป็นส่วนมาก เหมือนเพลงคาราบาวคือเศรษฐีเงินผ่อน (อาจจะเกี่ยว
เนื่องกับข้อ 2) ความร่ำรวยที่เกิดขึ้นคือภาพลวงตา เขาอาจจะมีเครดิตดี หรือมีเพื่อนพ้องในวง
การธนาคาร กู้ยืมเงินมาลงทุน บางส่วนก็เอามาซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าบุคคลเหล่
านี้ทุกลมหายใจ จะมีแต่คำว่าหนี้ อยากมีชีวิตที่สะดวกสะบาย (ทางกายภาพ) แต่ก็ต้องมีหนี้
(บาปทางใจ) ถ้าเศรษฐกิจทรุด หรือออกจากงาน ก็จนในพริบตา ลองถามเพื่อนคุณดูว่า ถ้าหัก
ลบทรัพย์สินที่มีอยู่ กับหนี้ที่มีจะเหลือเท่าใหร่ คุณอาจจะพบว่าคุณมีมากกว่าเขาด้วยซ้ำ
ข้อ 4 นี่ไม่ต้องพูดถึง ร่ำรวยแต่กาย แต่ในใจรุ่มร้อน กลางคืนนอนไม่หลับกลัวจน กลัวถูกจับได้
กลัวถูกสอบสวน อยากจะเป็นอย่างเขาหรือเปล่า อยู่สบายๆ ไม่เป็นหนี้ใคร แต่นอนหลับฝันดี น่า
สนใจกว่าืม



บทสรุป่
สรุปแล้วท่านอยากเป็นคนรวยประเภทไหน รวยมากแต่มีหนี้สินเยอะ สุดท้ายต้องวิ่งหนีหนี้ สูญเสียทุกอย่าง
หรือจะอยู่แบบสบายๆ สะสมเงินทองไปเรื่อยๆ รำรวยในความสุข พอมีพออยู่ ชีวิตมีรสชาด มีความหวัง
อย่าไปอิจฉาลูกเศรษฐี หากไม่มีสมบัติดั้งเดิม บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าคุณหรอก คุณอาจจะเก่งกว่า
ด้วยซ้ำ ขอเพียงคุณจัดการชีวิตการเงินของคุณให้ดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 08 เม.ย. 2554 เวลา 14:34 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

    8 เมษายน 2554  วันนี้มา จ.พะเยา  ได้ไปดูนาที่ปลูกข้าวไว้  ก็มีปัญหาบางส่วน  แต่ที่ตั้งใจมาคือเรื่องทำทางเพื่อให้รถเข้าออกได้   อาทิตย์ก่อนหมดไป2หมื่นกว่าบาท รอบนี้น่าจะสักหมื่นกว่าบาท  ถ้ารวมทั้งค่าที่ดินและทำงานด้านเกษตรน่าจะล้านกว่าแล้ว หนทางเส้นนี้ดูยากเย็นจริงๆ  ผมต้องใช้ความอดทนสูง  เพราะความฝันกำลังไกล้เข้ามาทุกที 

    ได้ข้อมูลทาง INTERNET เรื่องหนทางร่ำรวย  หนทางเศรษฐี      

   คุณเคยสงสัยมั้ยว่า เราก็สู้อุตส่าห์อดออม ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว ประหยัดเอวคอดเอวกิ่ว ไม่เคยข้องแวะกับความฟุ่มเฟือย พอมีเงินก็เอาไปต่อยอดให้มันออกดอกออกผล เรียกว่า ทำทุกอย่างตามสูตรของการเป็นเศรษฐี ปฏิบัติทุกอย่างตามคัมภีร์แห่งความมั่งคั่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของสรรพนาม คำว่าเศรษฐี

ถ้าอย่างนั้น จะพาไปแกะรอยไปดูว่าบรรดาเศรษฐีตัวจริง เขาคิดและมองกันอย่างไร ถึงได้มั่งคั่งอย่างยั่งยืนบนกองเงินกองทอง

ที.ฮาร์ฟ เอเคอร์ เจ้าของงานเขียน "เคล็ดลับทำใจให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน: การคุมเกมสร้างความมั่งคั่ง" เชื่อว่า คนรวยคิดแตกต่างเกี่ยวกับเงิน และแต่ละคนมีแผนการเงินเฉพาะตัว ซึ่งคิดกำหนดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตในการลงทุนเกี่ยวข้องกับเงิน

ลองตามมาดูวิธีคิดและมุมมองแบบคนรวย ว่าเขาคิดกันอย่างไร

                     

จะเห็นได้ว่าเศรษฐีในบ้านเราหลายคน ไม่ว่าจะเป็น"เจริญ สิริวัฒนภักดี" หรือ "เฉลียว อยู่วิทยา" ก็ล้วนแต่สร้างและสั่งสมความร่ำรวยมาด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น กว่าจะนอนเกลือกกลิ้งบนกองเงินกองทองเศรษฐีพวกนี้เริ่มต้นจากศูนย์และสองมือเปล่า และเป็นคนที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่รวย

กรณีของเฉลียว เขาไม่ได้เกิดมาในชาติตระกูลของผู้มีอันจะกิน แต่เกิดมาท่ามกลางครอบครัวยากจน ทำให้เขาต้องช่วยที่บ้านทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะมาขายกระทิงแดงอย่างทุกวันนี้ เขาทั้งขายผลไม้ ขายยา และทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง

                  

ถึงแม้"บิล เกตส์"เจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์จะไม่ได้โตมาจากครอบครัวยากจน เพราะพ่อของเขาเป็นทนายและแม่เป็นอาจารย์ แต่เขาก็มีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ช่วงที่เรียนอยู่เขากับเพื่อนสนิทคิดหาช่องทางหาเงิน โดยรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำเงินให้เขาไม่ใช่น้อยเลยสำหรับเด็กในวัย 10 กว่าปี

                   

หรือแม้กระทั่ง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เป็นคนที่ขยันหาเงินมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาร่ำรวยระดับโลกแบบนี้ได้ บัฟเฟตต์ก็เคยเป็นคนที่รู้จักทำมาหากินมาตั้งแต่เด็ก เขาก็เคยหารายได้จากการขายของตามบ้านและเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์มาก่อน

ดูอย่างบิล เกตส์เป็นกรณีศึกษา ก็จะพบว่า เขาเป็นคนที่คิดการใหญ่มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่ของใช้ประจำบ้าน คนมีวิสัยทัศน์อย่างบิล เกตส์กลับมองออกว่า คอมพิวเตอร์จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน เมื่ออ่านเกมขาด เขาจึงตัดสินใจที่จะทุ่มเทเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด

เมื่อบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน อย่างบิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์พบกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับบัฟเฟตต์เพียงไม่กี่ชั่วโมง บิล เกตส์กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างมาก ฝ่ายบัฟเฟตต์เองก็นับถืออย่างบิล เกตส์เช่นกัน

ถ้ามองในแง่ของการทำธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐีหลายคน อาจจะเริ่มต้นจากธุรกิจแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มตั้งตัวได้ พวกเขาก็จะแตกไลน์ทำธุรกิจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน

เช่นกรณีของเฉลียว ที่เมื่อพูดถึงชื่อเขา แน่นอนทุกคนคงนึกถึงกระทิงแดง แต่ทุกวันนี้เฉลียวไม่ได้ขายกระทิงแดงอย่างเดียว แต่แตกไลน์ขยายธุรกิจออกไปอย่างกว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจยา เครื่องดื่ม อาหาร สนามกอล์ฟ ธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

คำว่าบริหารเงินได้ดี อาจหมายรวมไปถึงการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย เช่นกรณีพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตต์เขาก็บริหารด้วยการกระจายไปในหุ้นหลายกลุ่มหลายตัวที่เขาคิดและมองเห็นแล้วว่าพื้นฐานกิจการดี และสามารถมองเห็นที่มาที่ไปของการสร้างรายได้

ส่วนการใช้เงินเป็นนั้น แม้เศรษฐีพวกนี้จะอยู่ในภาวะร่ำรวยล้นฟ้ากันแล้ว แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า พวกเขาหามาได้และใช้อย่างพอดี ไม่ได้ฟุ่มเฟือยกับกองเงินกองทองตรงหน้า แถมเศรษฐีแต่ละคน เมื่อรวยมาถึงระดับหนึ่งก็มักจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับสังคมในรูปแบบต่างๆ

ถ้าจะให้เห็นชัดเจนที่สุดคงเป็นเจ้าพ่อกระทิงแดงอย่างเฉลียว อยู่วิทยา ที่แม้ว่าเขาจะร่ำรวยระดับโลกแล้ว แต่ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนกับเมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ธรรมชาติของเขาคือความเรียบง่าย กินอยู่ง่ายๆแบบคนธรรมดาทั่วไป ใช้ข้าวของไม่ต่างจากตอนที่บุกเบิกธุรกิจ

ฝ่ายบัฟเฟตต์นั่นก็พอกัน ถึงจะมีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมหาศาลแค่ไหน แต่เขายังคงใช้ชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป เขายังคงใช้รถคันเก่าๆเล็กๆคันเดิมแทนรถสปอร์ตสุดหรู อยู่ในบ้านหลังเก่าแทนที่จะเป็นคฤหาสน์หลังโต เงินทองและทรัพย์สินที่บัฟเฟตต์หามาได้นั้น เขาแทบไม่ได้เอามาปรนเปรอความสุขให้ตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของชีวิต ความสุขของมหาเศรษฐีอย่างเขาคือการนำเงินไปบริจาค

  ทั้งหมดที่ว่านี้ คือวิธีคิดและมุมมองของผู้ร่ำรวย คุณเองก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าลองหยิบแง่คิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง แค่พัฒนาความฉลาดทางการเงินของตัวเอง และเริ่มต้นคิดให้เหมือนกับตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้าน จะช่วยให้เงินไหลเข้ามาหาคุณได้เอง


 ประเภทของความร่ำรวย
ความร่ำรวยนั้นได้มาหลายวิธีด้วยกัน คือ
1. ร่ำรวยจากมรดก
2. ร่ำรวยจากการค้าขายทำธุรกิจ
3. ร่ำรวยจากการกู้ยืม
4. ร่ำรวยจากการฉ้อโกงย
ข้อ 1 นี่คงจะพูดได้ไม่มาก หลายคนถือว่าเป็นบุญ สาเหตุเพราะรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้ แต่ถ้าจัดการไม่
ดีก็มีสิทธิ์ กลับมายากจนได้เช่นกัน
ข้อ 2 นี่คือเขาสร้างขึ้นมาเอง อาศัยความเสี่ยง และความคิดที่แตกต่าง อย่าไปคิดอิจฉาว่าเค้า
สร้างอาณาจักรการค้าได้อย่างไร ทำไมเราไม่ทำแบบเค้าบ้าง ให้ลองกลับไปมองนักธุรกิจที่ผิดพ
ลาดด้วย คนรวยหนึ่งคนอาจจะโผล่มาจาก คนที่ล้มเหลวทางธุรกิจอีกเป็นสิบๆ คน ภาพที่ออกมา
ไม่เคยบอกว่าเพื่อนที่ทำธุรกิจมาด้วยกันนั้น ล้มไปกี่คนจึงจะมีผู้ร่ำรวยคนนี้ เพราะฉะนั้นคิดให้ดี
อย่าคิดอยากทำอย่างเขา หรืออิจฉาเขาเลย เพราะคุณอาจจะล้มไปเสียก่อนก็ได้ คนที่รอดคือคน
รวยมันก็แค่ statistic คุณยังรวยกว่าคนจนอีกเป็นล้านๆ คน
ข้อ 3 คือคนที่เราพบเห็นเป็นส่วนมาก เหมือนเพลงคาราบาวคือเศรษฐีเงินผ่อน (อาจจะเกี่ยว
เนื่องกับข้อ 2) ความร่ำรวยที่เกิดขึ้นคือภาพลวงตา เขาอาจจะมีเครดิตดี หรือมีเพื่อนพ้องในวง
การธนาคาร กู้ยืมเงินมาลงทุน บางส่วนก็เอามาซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าบุคคลเหล่
านี้ทุกลมหายใจ จะมีแต่คำว่าหนี้ อยากมีชีวิตที่สะดวกสะบาย (ทางกายภาพ) แต่ก็ต้องมีหนี้
(บาปทางใจ) ถ้าเศรษฐกิจทรุด หรือออกจากงาน ก็จนในพริบตา ลองถามเพื่อนคุณดูว่า ถ้าหัก
ลบทรัพย์สินที่มีอยู่ กับหนี้ที่มีจะเหลือเท่าใหร่ คุณอาจจะพบว่าคุณมีมากกว่าเขาด้วยซ้ำ
ข้อ 4 นี่ไม่ต้องพูดถึง ร่ำรวยแต่กาย แต่ในใจรุ่มร้อน กลางคืนนอนไม่หลับกลัวจน กลัวถูกจับได้
กลัวถูกสอบสวน อยากจะเป็นอย่างเขาหรือเปล่า อยู่สบายๆ ไม่เป็นหนี้ใคร แต่นอนหลับฝันดี น่า
สนใจกว่าืม



บทสรุป   สรุปแล้วท่านอยากเป็นคนรวยประเภทไหน รวยมากแต่มีหนี้สินเยอะ สุดท้ายต้องวิ่งหนีหนี้ สูญเสียทุกอย่างหรือจะอยู่แบบสบายๆ สะสมเงินทองไปเรื่อยๆ รำรวยในความสุข พอมีพออยู่ ชีวิตมีรสชาด มีความหวังอย่าไปอิจฉาลูกเศรษฐี หากไม่มีสมบัติดั้งเดิม บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าคุณหรอก คุณอาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ ขอเพียงคุณจัดการชีวิตการเงินของคุณให้ดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

 

*********************************************************************************************************************************************

  ในบทความนี้ จึงตั้งสมมติฐานว่า เศรษฐีควรจะมีเงินเก็บสัก 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อจะได้อยู่อย่างสบาย ๆ แล้วจะมีวิธีอะไรที่ทำให้หาเงินได้ 10 ล้านบาทโดยไม่ต้องรอแก่ชรา หรือไปโกงเงินใครเค้ามา

1.เป็นเจ้าของกิจการ

ใคร ๆ ก็รู้ว่า เป็นเถ้าแก่จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สถิติพบว่าธุรกิจเปิดใหม่ จะล้มหายตายจากไปในปีที่สองถึง 70% และจะอยู่อย่างยั่งยืนเกิน 10 ปี ได้เพียง 3-5% เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วโลกก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจกันไม่เว้นแต่ละวัน ไปร่ำไปเรียน MBA กันมาจากเมืองนอก อย่างน้อยก็ขอลองสักตั้งกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเสี่ยงเพียงใด มาดูว่าเจ้าของธุรกิจ ทำเงินกันอย่างไร

สูตรที่มักจะใช้อธิบายกำไรของเจ้าของธุรกิจคือ
ยอดขาย - ต้นทุนคงที่ - ต้นทุนแปรผัน = กำไร

เพื่อทำให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจหนึ่งหากมียอดขายต่อเดือนที่ 1 ล้านบาท จะมีต้นทุนคงที่ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผัน 200,000 บาท ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจจะมีกำไรเขาต้องผลักดันยอดขายให้สูงกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ถ้ายอดขายต่ำกว่า 1 ล้านบาทจะขาดทุนทันที เช่น ถ้ายอดขาย 1,500,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาทคงเดิม ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 1.5เท่าของเดิมซึ่งเท่ากับ 300,000 บาท เดือนนั้นจะกำไร 1,500,000 - 1,100,000 = 400,000 บาท

แต่ถ้ายอดขายเป็น 3,000,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 3 เท่าซึ่งเท่ากับ 600,000 บาท เดือนนั้นจะมีกำไรเท่ากับ 3,000,000 บาท - 1,400,000 = 1,600,000บาท

ในทำนองกลับกัน ถ้ายอดขายตกลงมาเหลือ 500,000 บาทต้นทุนคงที่ยังคงเท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันอาจลดลงครึ่งหนึ่งของเดิมเท่ากับ 100,000 บาท เดือนนั้นจะมียอดขาดทุนเท่ากับ500,000 - 900,000 = -400,000 บาท

ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวเลขสมมติคร่าว ๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งในชีวิตจริงจะซับซ้อนกว่านี้ และแต่ละธุรกิจก็มีสัดส่วนของตัวเลขต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันแตกต่างกันไป แต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น รวยเร็ว และก็เจ๊งเร็ว พอ ๆ กัน ขึ้นกับฝีมือ ขึ้นกับความเฮง ขึ้นกับความต้องการของตลาด ขึ้นกับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง

หากสร้างธุรกิจได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะร่ำรวยเงินไหลมาเทมา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เงินสด 10 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับเถ้าแก่เหล่านี้

ปัจจุบันพบว่า มีเถ้าแก่หัวหมอที่ต้องการรวยลัดยิ่ง ๆ ขึ้น เขาใช้วิธีสร้างธุรกิจแล้วขายต่อทำกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายในตลาดหลักทรัพย์ เพราะได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีส่วนกำไร ถ้าสร้างธุรกิจมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจนมั่นคงแล้วขายต่อ คงจะไม่มีใครว่าอะไร เพราะอยู่ในกรอบอยู่ในเกณฑ์

แต่ถ้าใช้วิธีสร้างข่าวสร้างภาพให้หุ้นตัวเอง ด้วยการเทคโอเวอร์ , ขอสัมปทาน ,ปั้นสารพัดโปรเจค์ขึ้นมาขายฝันแล้วขายออก เป็นเรื่องที่น่าชิงชังอย่างยิ่ง

คนขายรับเงินล่วงหน้าในอนาคตของประมาณการ ยอดขาย สิทธิสัมปทาน และ ค่านิยมต่าง ๆ ที่ตอบสนองไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้คนซื้อไปรับความเสี่ยงแทนว่ารายได้ในอนาคตจะได้ตามที่นักวิเคราะห์ขายฝันให้หรือเปล่า

2.เป็นผู้บริหารระดับสูง

สมัยก่อน พวกเถ้าแก่มักจะพูดสอนลูกหลานว่า เวลาเรียน ไม่ต้องเรียนสูงนัก พอให้จบปริญญาตรีแล้วมาทำการค้าจะร่ำรวยกว่า พวกที่เรียนสูงจนจบด๊อกเตอร์ สุดท้ายก็ไปเป็นลูกน้อง รับจ้างบริหารให้พวกเถ้าแก่ รับเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท แต่ไม่รวย

สมัยนี้ เราดูถูกนักบริหารมืออาชีพไม่ได้เสียแล้ว หากมีฝีมือจริง สามารถสร้างผลงานจนได้รับความไว้ใจจากเถ้าแก่หรือผู้ถือหุ้น จนขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สองของบริษัทแล้ว เขาจะสามารถทำรายได้ปีละ 5-10 ล้านบาทได้อย่างสบาย ๆ

รายได้ขนาดนี้มาได้อย่างไรเรามาดูกัน บริษัทใหญ่ ๆ ระดับประเทศ การที่ผู้บริหารสูงสุดจะมีเงินเดือนๆละ 200,000 - 500,000 บาท ไม่ใช่เรื่องแปลก และยิ่งถ้าได้เป็นกรรมการบอร์ดของบริษัทในเครืออีกสัก 4-5 แห่ง รับเบี้ยประชุมเพิ่มอีกแห่งละ 300,000 - 1,000,000 บาทต่อปีก็มีให้เห็นมากมาย

บางบริษัทใช้วิธีตั้งโบนัสหรือส่วนแบ่งกำไรตามยอดขาย หากว่าทำได้ตามเป้าที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง บริษัทใหญ่ๆต่างสร้างสถิติยอดขายใหม่สูงสุด ทำให้ผู้บริหารร่ำรวยไปตามๆกันหลายคนได้โบนัสถึง 3-5 ล้านบาท โดยไม่คาดฝัน

อีกช่องทางที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ผู้บริหารคือ (ESOP / EMPLOYEESTOCK OPTIONPLAN) ที่กรรมการบริษัทมักจะลงมติมอบสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับผู้บริหารและพนักงานบริษัท เพื่อจูงใจให้เร่งสร้างกำไร ปรากฏว่า หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า 70% มักมอบให้กับผู้บริหาร 5-6 คนแรกของบริษัท บางคนได้สิทธิจองซื้อถึง 10 ล้านหุ้น

ลองนึกภาพดูว่า หากสามารถผลักดันกำไรจนทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปเหนือราคาสิทธิ 5-6 บาทต่อหุ้น เขาจะมีกำไรคนละ 50-60 ล้านบาททีเดียว นักบริหารมืออาชีพจึงเป็นกลุ่มคนที่มองข้ามไม่ได้

3.เป็นนักธุรกิจขายตรง

คนไทยมักรังเกียจอาชีพงานขาย ดูถูกว่าต่ำต้อย ขณะที่ฝรั่งเขามองว่าเป็นงานที่ใช้ทักษะและใช้ความสามารถสูง เราจึงพบว่า ผู้บริหารของบริษัทฝรั่งหลายคนมักมีพื้นฐานมาจากขาย หรือ อยู่ฝ่ายขายมาก่อน

งานขายตรง ไม่ว่าประกันชีวิต เครื่องสำอางค์หรือยาชูกำลังสารพัด มักได้ค่านายหน้าประมาณ 30%ไม่ว่าจะเป็นการขายครั้งแรกหรือเมื่อขายซ้ำ ยกเว้นงานขายประกันชีวิตที่จะได้มากในปีแรก

ส่วนผู้บริหารทีมงานจะได้ค่าบริหารประมาณ 30%ของค่านายหน้าของลูกทีมซึ่งน่าจะตกประมาณ 10%ของยอดขายสินค้ารวม ลองนึกภาพดูว่า ถ้าทีมงานขายนั้นสร้างยอดขายต่อปีได้ถึง 100 ล้านบาท ผู้บริหารทีมงานก็จะมีรายได้ถึง 10 ล้านบาทต่อปีทีเดียว หรือตัวนักขายเองหากขยันพบลูกค้า จะสามารถทำยอดขายได้ 10 ล้านบาทต่อปี เขาก็สามารถมีรายได้ 3 ล้านบาทต่อปีได้เช่นกัน

4.เป็นนักวิชาชีพผู้ประสบความสำเร็จ

เราคงเคยได้ยิน เรื่องแพทย์เฉพาะทาง ,ทนายความผู้เชี่ยวชาญ ,สถาปนิกผู้โด่งดัง,หมอดูที่สร้างกระแสจนโด่งดัง ที่สามารถทำเงินได้ปีละ 5-10 ล้านบาท บางคนสามารถเรียกค่าปรึกษาเป็นนาที ตั้งราคาได้ตามที่ตนเองพอใจ คนเหล่านี้ย่อมเป็นเศรษฐีได้ตามปรารถนา

5.เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด

ถึงแม้เราจะเป็นคนธรรมดา มีอาชีพแค่เป็นลูกจ้าง เป็นคนกินเงินเดือน เราก็สามารถเป็นเศรษฐีได้เหมือนกันถ้าเราเก็บเงินเก่ง รู้จักช่องทางลงทุน และลงทุนได้อย่างชาญฉลาด สมมติว่าเราเก็บเงินได้เดือนละ10,000 บาท ปีละ 120,000 บาทเก็บได้ทุกปีอย่างต่อเนื่อง แล้วเรานำเงินนี้ไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมชนิดต่างๆ หากคุณสามารถทำกำไรได้เฉลี่ยปีละ 15 % ผ่านไป 20 ปีเงินของคุณจะงอกเงยมาเป็น 14 ล้านบาท

แต่ถ้าคุณสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนถึงปีละ 20 % อีก 20ปีข้างหน้า เงินของคุณจะกลายเป็นเงิน 27 ล้านบาท ถึงตอนนั้น คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีเหมือนกับเขา

ที่เล่ามา เป็นกลุ่มหลักๆที่พอจะประมวลมาได้ว่า เป็นช่องทางที่คนทั่วไปจะมาดมั่นขึ้นมาเป็นเศรษฐีได้ ขณะที่บางอาชีพทำให้ตาย ขยันอย่างไร ก็ไม่มีทางรวย แต่ คุณเห็นด้วยกับผมไหมว่า ทุกกลุ่มที่พูดมาทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องขยันมุ่งมั่นและอดทนอย่างถึงที่สุด จึงจะบรรลุความสำเร็จ

ว่าแต่ว่า คุณมีคุณสมบัตินี้แล้วหรือยัง ถ้ามีเงินล้านแล้ว เงินสิบล้าน ก็รอเป็นรางวัลชีวิตให้คุณเหมือนกันครับ

 

     การเป็นคนรวยต้องอาศัยความตั้งใจ ความกล้า ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความพยายามแบบ 100% ทัศนคติแบบไม่ยอมแพ้ และแน่นอน วิธีคิดแบบคนรวย นอกจากนี้คุณยังต้องเชื่ออย่างหมดใจว่าคุณสามารถสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง และนั่นเป็นสิ่งที่คุณสมควรได้รับอย่างแท้จริง

 

****************************************************************************

 

   ผมกำลังพยายามเดินไปสู่เส้นทางเศรษฐี  ก็พอมีความหวังรางๆแล้ว จากการประหยัดแบบสุดๆ ที่ทุนเงินสด1ล้านกว่าบาท  น่าจะขยับเป็นสินทรัพย์ที่ 20 ล้านบาท แต่ต่อไปในภายหน้าก็ไม่แน่เหมือนกัน  เพราะสมัยก่อนไม่มีทุน  ไม่มีทุนก็ทำอะไรไม่ค่อยได้  แต่ถ้าทุนเป็น 20 ล้าน ถ้าจะขยับเป็น 200 ล้าน  ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากอะไร   แต่วันนี้ผมจนเงินสดแต่ไม่จนความหวังและความไฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งผมจะมีเหมือนคนอื่นบ้าง 

   ซึ่งอาทิตย์นี้ไปทำงาน จ.ราชบุรี  จ.ตาก  จ.บุรีรัมย์  และมาพัฒนาที่ดินที่ จ.พะเยา ก็ยังมีความสุขและก็สนุกดีอยู่ครับ 

 

มีพระคาถาเงินล้าน มาฝากด้วยครับ


(นะโม ๓ จบ)
สัมปะจิตฉามิ (คาถาสนองกลับ)
นาสังสิโม (คาถาพระพุทธกัสสป)
พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะระยันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมมาจะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม (คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตภาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิริหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะมานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤาๆ
(บูชา ๓, ๕, ๗, ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)


คาถาเงินล้าน (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน - ฤๅษีลิงดำ)

นาสังสีโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพ ยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโม พุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม สัมปะฏิจฉามิ (ให้สวด ๙ จบ)

คาถาเรียกทรัพย์ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา

นะโม 3 จบ พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (1 จบ)

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถีโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

สวดไว้เป็นประจำ จะมีแต่สิ่งดีดี เข้ามาในชีวิต สวด 3, 5, 7, 9 จบ ก่อนนอน ตื่นนอน จบข้าวใส่บาตร

 

 

บรรยากาศแบบนี้ขอฟังเพลงนี้ครับ         

 http://www.youtube.com/watch?v=7AIT8lNrtSw&ampampampampampampampampampampampampampfeature=related   

 



ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 10 เม.ย. 2554 เวลา 20:55 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

วันที่ 10 เมษายน 2554  วันนี้ไม่ได้ทำงานแต่ทำเรื่องอื่นๆ  ได้กลับมาจาก จ.พะเยา  เมื่อวานฝนฟ้าไม่อำนวย พัฒนาที่ดินแค่ครี่งวัน  ติดปัญหารถขุดดินไหลเกลือบตกน้ำ ต้องหารถขุดดินอีกคันมาช่วยดึง  ส่วนรถไถก็ทำงานไวแค่ 2 ช.ม.ก็เสร็จงาน เสียเงินไม่มากรวมหมดแค่ 5-6พันกว่าบาท   แต่ต้องรีบกลับมีภาระกิจด่วน    ถึงจะเกิดปัญหาใดๆ ผมก็อารมณ์ดีครับ  

    รอบนี้เจอคนเลี้ยงวัวข้างๆสวน ชื่อลุงดี  และก็คนหาปลาชื่อลุงสมคิด  สองคนนี้ดีใจที่ผมมาพัฒนาทางให้เดิน  เพราะเดิมทีจะเดินยากมาก  ที่จริงเป็นการเปิดแนวทางให้ถนนที่จะเข้าในปีหน้า  เพราะถ้ามีแนวทางแล้วรถแม็คโคร  รถไถ  รถถมดินทำทาง  จะได้ทำงานไวขึ้น  และทางที่ว่านี้เป็นทางสาธารณะที่จะผ่านออกถนนด้านไกล้แค่ 300-400 เมตร   แต่ทางสาธารณะที่เป็นถนนออกอีกด้านไกล5-6กิโลเมตรมีอยู่แล้ว  สรุปที่ดินของผมไม่ใช่เป็นที่ตาบอดมาสองปีแล้วครับ      

   ได้ข้อมูลทาง INTERNET  กินอย่างไรให้อารมณ์ดี

     ร่างกายมีผลต่ออารมณ์มาจาก 2 แหล่งของผลสะท้อนความรู้สึกคือ อาหารและสารเคมีในสมอง และปัจจัยที่ควบคุมได้ง่ายคือ อาหาร ซึ่งทางรายการขอนำเสนอ 12 วิธีการกินที่ทำให้อารมณ์ดี ดังนี้

   กินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยมาก และมีรสไม่หวาน เป็นต้น เพราะร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมช้าๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สม่ำเสมอ และหลังกินอาหารได้ 4-6 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนบางชนิด เพื่อสลายไกลโคเจน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกาย และเพิ่มการสร้างกลูโคสจากแหล่งอาหารอื่น เช่น ไขมัน

   เลือกกินเฉพาะแป้งที่ไม่หวาน เพราะขนมปังและข้าวทุกชนิด คือแหล่งคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งช่วยให้เกิดความสงบ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา แนะนำให้กินขนมปังเพื่อต่อต้านอาการซึมเศร้า

   ปรับเปลี่ยนเพื่ออารมณ์ดี การปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารเพียง เล็กน้อยก็สามารถส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ควรกินอาหารให้ครบมื้อ แต่ถ้าไม่มีเวลากินอาหารเป็นมื้อ แบบกิจจะลักษณะ ควรเลือกของว่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขนมปังโฮลวีทสักแผ่น หรือขนมปังกรอบธัญพืชสัก 2-3 แผ่น อย่าปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด หรือว่าจะแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่กินบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดตก

    กินปลาแซลมอนและแมคคาเรล ปลา 2 ประเภทนี้มีโอเมก้า 3 ซึ่งยืนยันด้วยผลวิจัยว่าส่งผลต่ออารมณ์ ช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง ที่ดีไปกว่านั้นแซลมอนยังเต็มไปด้วยเซเลเนียมที่เป็นสารสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระด้วย

    ปรุงอาหารด้วยน้ำมันคาโนลาออยล์ (Canola Oil) จากดอกคาโนลาซึ่งกำลังได้รับความนิยมแทนน้ำมันพืชทั่วไป เนื่องจากเต็มไปด้วยวิตามินอี ซึ่งมีผลต่อระดับอารมณ์ แต่ควรกินได้ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม โดยใช้ทอดปลาแซลมอนหรือทำอาหารสุขภาพ

    กินผักโขม ถั่วสด และถั่ว Chickpeas ที่มีแต่โปรตีนไขมันต่ำอยู่สูง ในผักใบสีเขียวเข้มมีโฟเลตสูง มีส่วนสำคัญในการสร้างเซโรโทนิน ซึ่งช่วยให้อารมณ์อยู่ในระดับปกติ นอกจากนั้นการกินถั่วยังได้รับวิตามินซีและไฟเบอร์ด้วย การลองผสมถั่ว หรือเพิ่มผักใบเขียวลงในทูน่าสลัด

   กินพริกรสเผ็ด ในพริกมี ‘สารแคปไซซิน' ส่งสัญญาณหลอกให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข เอนโดรฟิน แต่ควรระวังหากกินมากเกินไปอาจทำท้องไส้ปั่นป่วน

   กินปวยเล้ง ผักอารมณ์ดีที่อุดมด้วย ‘กรดโฟลิก' (Folic acid) ที่ช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยให้เซลล์ใหม่แข็งแรงสมบูรณ์ การขาดนำไปสู่การลดการหลั่งของฮอร์โมนเซโรโทนิน โดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า การกินปวยเล้งสม่ำเสมอยังทำให้หลับง่าย หลับสนิทดีด้วย

    กินกล้วยหอม กระตุ้นการสร้างสาร ‘ซีโรโทนิน' และอุดมไปด้วย ‘ทริปโทโฟน' ช่วยลดอารมณ์ซึมเศร้า คลายเครียด และไม่อ้วน

    กินถั่วเหลือง ที่อุดมด้วยสารซีโรโทนิน เพิ่มความตื่นตัว กระฉับกระเฉง และ‘โดไทโรซิน' เพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ

   กินเชอร์รี่เป็นของหวาน แพทย์ตะวันตกเรียกเชอร์รี่ว่าเป็น ‘แอสไพรินธรรมชาติ'เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่าแอนโธไซยานิน Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้เชอร์รี่มีสีสันสวยสดใส และสรรพคุณสำคัญ คือ ทำให้คนกินมีความสุข งานวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าการกินเชอร์รี่ 20 ผล ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่าการกินยา

   กินและปรุงอาหารด้วยกระเทียม ที่อุดมด้วยสารเซเลเนียม (Selenium) สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น นักวิจัยเยอรมันแนะว่า การกินกระเทียมวันละ 2 กลีบน่าจะเหมาะสม นอกจากนี้กระเทียมยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือดและรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     12 วิธีที่กล่าวมาแล้วนั้นอาจจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ปฏิบัติง่ายกว่าการกินคือการควบคุมจิตใจ ไม่ให้โกรธ วิตกกังวลหรือคิดไม่ดี ทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลายและมีสมาธิ มองโลกในแง่ดี เพียงเท่านี้ก็อารมณ์ดีแล้วล่ะครับ

 

บรรยากาศแบบนี้ขอฟังเพลงนี้ครับ         

http://www.youtube.com/watch?v=yxMFC4Utv4E&ampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampampfeature=related

 

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 12 เม.ย. 2554 เวลา 17:31 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

     วันที่ 12  เมษายน 2554  วันนี้ไปติดต่อรับบัตรประชาชน  ได้บัตรเหลืองมาใช้เป็นปี  เพิ่งจะได้บัตรประชาชนก็วันนี้เอง  รอตั้ง4-5 ชม.  คนมาทำรอบัตรใหม่เต็มสำนักงานเขตเลย  เมื่อวานไปทำงานที่ จ.ราชบุรี  มือถือแบ็ตหมด ไม่ได้ชาต ลูกค้าโทรมาเต็มเลย  สรุปหลังสงกรานต์  งานแน่นทุกวัน  แต่ช่วงวันหยุดสงกรานต์ไม่ได้ไปเที่ยวไหนผมอยู่บ้าน ต้องพัฒนาโปรแกรมปรับระบบใหม่ให้ลูกค้าหลายราย 

            

      วันก่อนได้ทดลองใช้โปรแกรม TEAMVIEWER  เป็นโปรแกรมควบคุมเครื่องทางไกลผ่านinternet  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาให้ลูกค้า โดยไม่ต้องไปเอง  ที่จริงลูกค้าก็บอกตั้งนานแล้ว  ทีแลกผมว่าไม่จำเป็น  พอลองใช้ดูแล้ว   เหมือนฟ้ากำลังเปิดให้ทางผมอีกแล้ว  ซึ่งถ้าผมปรับระบบใหม่ให้ลูกค้าสำเร็จหมดทุกที่  ต่อไปผมคงไม่ต้องเดินทางแบบที่ผ่านมา  ดูแล้วอีกไม่เกิน3ปี น่าจะสำเสร็จหมดทุกแห่ง  ประกอบกับผมขายที่ดินได้เงินหลายล้าน   คิดดูแล้วสรรค์กำลังเปิดทางให้ผม              

     ได้ข้อมูล INTERNET เก๋ากี้  ช่วยบำรุงสายตาได้ดี

    เก๋ากี้ ผลไม้แห้ง สีแดง ลักษณะคล้ายผลองุ่นแห้ง มักจะใส่ในแกงจืดหรือเครื่องตุ๋นต่างๆ เก๋ากี้ หรือ "ฮ่วยกี้" แพทย์จีนจัดให้เป็นยารสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงเลือด ไตและสายตา ช่วยทำให้ผมดำ บำรุงผิวพรรณ ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง เป็นยาอายุวัฒนะ มักจะใช้กับคนที่ ไม่มีแรงอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ตามัว ปวดเมื่อยเอว ปวดเข่าประจำเดือนไม่ปกติ ไอเรื้อรัง เลือดจาง และมีอาการตับและไต อ่อนแอ

จากการวิจัยเราพบว่า เก๋ากี้มีสารกลุ่มฟีโนลิค และโพลีแซคคาไรด์ ที่มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยชรา ช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย นอกจากนี้ ในเก๋ากี้ ยังมี กรดอะมิโน 18 ชนิด

 

แร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ สังกะสี, เหล็ก, ทองแดง,แคลเซียม,เจอมันเนียม, เซเรเนียม และฟอสฟอรัส มีโปรตีนมากกว่าโฮลวีต มีวิตามิน ซี เอ และบี 2 อย่างไรก็ตาม จะสังเกตเห็นว่าการทานเก๋ากี้ในบ้านเรายังมีวิธีการใช้ที่ยังไม่ค่อยถูกต้อง ส่วนใหญ่จะใส่เก๋ากี้ พร้อมกับเครื่องปรุงลงไปในอาหารที่กำลังเดือด และร้อนจัดตุ๋นจนเปื่อย ซึ่งวิธีนี้อาจทำให้สารสำคัญที่ได้รับขาดหายไป และรสชาติของอาหารที่ได้จะออกรสเปรี้ยวมากกว่า

 

ดังนั้น วิธีการทานเก๋ากี้ให้ได้สรรพคุณที่ดี ควรใส่เก๋ากี้เป็นเครื่องปรุงสุดท้าย ก่อนจะยกลงจากเตาไม่แนะนำให้เอาเก๋ากี้ ไปต้มหรือตุ๋นจนเปื่อย นอกจากนี้ ในผู้ที่มีปัญหาในการมองเห็น เช่น ตาบอดกลางคืนน้ำตาแห้ง หรือตาพร่ามัว อาจจะใช้เก๋ากี้แห้ง ทานวันละ1 กำมือ ของผู้ป่วยเป็นเวลา 1 อาทิตย์ จะสังเกตเห็นว่าอาการ น้ำตาแห้ง หรือประสิทธิภาพในการมองเห็นจะดีขึ้น

       

 

http://www.youtube.com/watch?v=yxMFC4Utv4E&feature=related

  


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 13 เม.ย. 2554 เวลา 10:40 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

   วันที่ 13 เมษายน 2554  สงกรานต์ปีนี้ ขอส่งคำอวยพรดังนี้ครับ

                   เวียนบรรจบ  ครบศักราช     ปีใหม่ไทย
                   ขออวยชัย     อวยพร          อักษรศรี
                   ขอทุกท่าน    พบพาน          แต่สิ่งดี
                   มีชีวี           สุขสดใส         ชีพชื่นบาน
                   ให้สุขภาพ     สมบูรณ์         ทั่งกายใจ
                   ให้ปลอดภัย    แคล้วคลาด     ไร้ปัญหา
                   งานรุ่งเรื่อง    เงินรุ่งโรจน์    ชัชวาล
                   สนุกสนาน     อภิรมย์         สมใจปอง
                   ปีผ่านไป       ให้ผ่านพ้น      ตั้งต้นเริ่ม
                   ที่ดีเพิ่ม         ที่ร้ายลืม        ไม่มัวหมอง
                   ปรุงแต่งจิต     พิชิตใจ         ไร้ขุ่นข้อง
                   เปิดสมอง      รับสิ่งใหม่       สดใสพลัน
                   คิดสิ่งใด        ลุล่วงดี          สำเร็จได้
                   ขอเทพไท      สิ่งศักดิ์สิทธิ์     เป็นมิ่งขวัญ
                   ได้ความรู้      ได้ปัญญา       เป็นที่มั่น
                   ให้สร้างสรรค์  รับสิ่งดี          ปีใหม่เอย..

                          

                              PROGRAMMER  CHOKCHAI

                                     

 


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 13 เม.ย. 2554 เวลา 16:57 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

   วันที่ 13 เมษายน 2554  

    บางครั้งคนเราก็ต้องมีจุดมุ่งหมาย  ถึงจะทำไม่ได้หรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าทำได้ทำสำเร็จก็ถือว่าโชคดีครับ 

    วันนี้วันดีผมถือโอกาส แสดงจุดมุ่งหมายในชีวิตดังนี้ครับ

        -  ในปี พ.ศ.2556-2558 ผมจะขายที่ดินหลังจากมีถนนตัดผ่านที่ดินแล้วบางส่วนเพื่อหาเงินก้อนโต

        - ในปี พ.ศ. 2558  ผมจะสร้างอพาร์ทเมนท์แห่งแรกด้วยเงินสด ประมาณ3-4ล้านบาท   2ชั้นๆละ10ห้องให้เช่า  รายได้ต่อเดือน 40,000บาท (ห้องละ2,000 บาท 20ห้อง)

        - ในปี พ.ศ. 2560  ผมจะสร้างอพาร์ทเมนท์แห่งที่สอง 2 ด้วยเงินสดประมาณ3-4ล้านบาท 2ชั้นๆละ10ห้องให้เช่า  รายได้ต่อเดือน 40,000บาท (ห้องละ2,000 บาท 20ห้อง) 

          เป็นการวางเป้าหมายในชีวิตเท่านั้นครับ  ยังไม่ขอบอกอะไรมากกว่านี้      เดี๋ยวหาว่าผมโม้      แต่ช่วงนี้ยังลำบากอยู่  ความทุกข์เกิดขึ้นเป็นระยะ     เป็นเพราะผมเลือกทางเดินที่ตึงเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาได้     ต่อไปผมต้องพยายามเดินทางสายกลาง   เพราะคิดถึงพินสามสายที่พระอินทร์ทรงดีดให้ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับฟัง   

        สายหนึ่งขึงตึงเกินไปจึงขาด

        สายที่สองขึงหย่อนยานเสียงดีดจึงไม่ดัง 

        สายสามขึงพอดีเสียงเพลงจึงเพราะ

 

(ที่จริงผมก็คิดไปเล่นๆ แต่พอวันที่14เมษายน2554 ตอนเย็นๆ ผมเลยไปหาหมอดูอีกครั้ง ช่วยตรวจดวงชะตาหน่อยว่าเป็นไปได้ไหม หมอดูบอกว่าจะขายที่ดินได้ประมาณ พ.ค.2557- พ.ค.2558 และจะสร้างอพาร์ทเมนท์ได้ในปี พ.ค.2558-พ.ค.2559 ยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่าที่บันทึกในboardแห่งนี้ไปถึงเมื่อไหร่   และหมอดูบอกว่า ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. 2554 จะดีขึ้นการเงินดีขึ้น  คิดดูแล้วก็เกี่ยวข้าววันที่ 5-6 พ.ค.นี้ ได้ประมาณแสนบาท แล้วมีคิวเก็บเงินลูกค้าอีกประมาณแสนบาท  ยังคิดเลยทำไมทำนายแม่นจริงๆ  หมอดูอาจารย์เป็ด แห่งสี่แยกห้วยขวาง  ) 

 

  ได้ข้อมูลทาง INTERNET  เรื่องบริหารสมอง สร้างพลังความจำ  

       ‘สมอง' ก็เหมือนส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ต้องออกกำลังบริหารอยู่เสมอเพื่อให้คงอยู่ในสภาพดี นอกจากจะส่งผลให้สมองโลดแล่นแล้ว ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจดจำอีกด้วย สำหรับคน*****หลง*****ลืม อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันลดลง และยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคสมองเสื่อม และเพราะ ‘ความจำ' เราจึงเรียนรู้ได้โดยเอาสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตมาวิเคราะห์และปรับปรุง ความจำทำให้เราสามารถทำงานบางอย่างที่เราได้เรียนมาอย่างช่ำชอง หรือหลีกเลี่ยงการกระทำบางอย่างที่ไม่ดีได้ จิตใต้สำนึกของเราบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตลอดเวลา ความจำเป็นสิ่งไม่ตาย แต่อยู่ถาวรภายใต้จิตสำนึก หากได้รับการฝึกฝนที่ดี ก็จะสามารถเรียกความจำเก่าๆ ในชีวิตกลับมาได้

วิธีเพิ่มความจำให้สมอง ด้วยหลักปฏิบัติง่ายๆ

  1. กินอาหารเพิ่มความจำ

        - กลุ่มวิตามินบี เช่น นมพร่องมันเนย กล้วย ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ ผัก ผลไม้ ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน

       - กลุ่มธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ซึ่งมีผลต่อไอคิว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายที่เกี่ยวกับระบบการคิด

       - ไข่แดง ตับ ถั่วลิสง เนยถั่ว บำรุงเซลล์สมอง

       - ปลาที่มีโอเมก้า 3 อาทิ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล ช่วยป้องกันความจำเสื่อม

       - ผักผลไม้สด เช่น ผลไม้ที่มีสีแดง ม่วง น้ำเงิน โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้นสูง หรือที่เรียกว่า Anthocyanidin

       - ลดปริมาณแอลกอฮอล์

  2. ออกกำลังเพิ่มความจำ

      การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นความจำของสารเคมีในสมองที่เรียกว่า Brain-Derived Neurotrophic Factor ให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ควรออกกำลังกายให้หลากหลายประเภท เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองจากการฝึกฝนทักษะใหม่ๆ อาทิ

     - ออกกำลังแบบแอโรบิก หรือออกกำลังต่อเนื่อง เช่น วิ่งเหยาะ นาน 20-30 นาที อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์

     - การฝึกโยคะ รำมวยจีน เดินจงกรม สามารถพัฒนาความจำได้

     - ออกกำลังกายเบาๆ เช้าหรือเย็น เดินเท้าเปล่าเหยียบพื้นดินบ้าง บนหญ้าบ้าง แกว่งแขนเบาๆ

     - ฝึกเดินถอยหลัง หาพื้นที่โล่งกว้าง ยืนให้มั่น ค่อยๆ ก้าวถอยหลังช้าๆ อย่างน้อยวันละ 50 ก้าว

  3. ฝึกสมาธิ ควบคุมอารมณ์และจิตใจ

เพิ่มประสิทธิภาพของสมองและระบบประสาทด้วยการ

   - นอนหลับให้เพียงพอ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำ คนส่วนมากต้องการนอนวันละ 7 ชั่วโมง (แต่ละคนไม่เท่ากัน) ลองสังเกตดูว่านอนเท่าไรที่จะทำให้สดชื่น และไม่ง่วงตอนบ่ายๆ แต่แนะนำว่าไม่ควรนอนเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากเกินไปทำให้เกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นได้

   - ฝึกสมาธิ ไทเก๊ก (ชี่กง-ไท จี้) โยคะ ซึ่งช่วยทำให้การหายใจเข้า-ออกช้าลงอย่างน้อยวันละ 10 นาที

   - แสดงความชื่นชมคนรอบข้างเสมอ เพื่อฝึกการมองโลกในแง่ดี แต่คนที่ต้องชื่นชมก่อนคนอื่นทั้งหมดคือ ชื่นชมตัวเราเองเวลาเราทำอะไรดีๆ หรือเวลาทำอะไรดีๆ สำเร็จ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ควรฝึกให้รางวัลตัวเองบ้าง

  - ขยันดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เนื่องจากสมองต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงถึงร้อยละ 5 ของเลือดในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำจะทำให้ความสามารถทางสมองลดลง ความคิดจะไม่ค่อยแล่น ทำให้ซึมเศร้าและอาการเครียดก็จะตามมา

   - ฟังเพลง Mozart ก่อนนอนสักหนึ่งรอบ จะช่วยเรื่องความจำได้

   4. บริหารสมอง

การเล่นหมากรุก หมากล้อม ครอสเวิร์ด ซึ่งต้องใช้ความคิด เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากขึ้น ความสามารถในการจำก็จะดีขึ้นด้วย

   

 

                                  PROGRAMMER  CHOKCHAI

                                          


http://video.sanook.com/ศรัทธา_หินเหล็กไฟ_-_เรื่องเล่าเสาร์_อาทิตย์-429255-player.html


ส่งข้อความโดย chokchai วันที่ 15 เม.ย. 2554 เวลา 11:04 น. - IP Logged
มุมมอง chokchai's ประวัติส่วนตัว ประวัติส่วนตัว   ค้นหากระทู้อื่นๆ chokchai ค้นหา   Quote chokchai Quote   Send Private Message ส่งข้อความ  
chokchai
Avatar
Gold Member
Gold Member
Thailand
27 มี.ค. 2551
1655 Posts

    15 เมษายน 2554   วันนี้ก็ยังอยู่บ้านไม่ได้ไปไหน   ผมก็ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ   ทำไมผมทำหลายเรื่อง   หรือเป็นดวงชะตาผมเอง   ทำให้มีเวลาเป็นของตัวเองน้อยลง   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องใด  ผมก็พยายามทำให้ดีที่สุด  ถ้าถึงที่สุดแล้ว  ไม่ได้ดังหวังไว้ก็ต้องทำใจ   แม้แต่เรื่องปลูกข้าว   ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยคิดที่จะปลูกข้าว  เห็นมีที่ดินว่างอยู่  และเห็นชาวบ้านเขาปลูกข้าวกัน  ก็เลยอยากทำดูบ้าง   ได้ไปหาข้อมูลอ่านหลังสือเรื่องการปลูกข้าวเกิน10เล่ม  ไปคุยกลับชาวนาก็หลายคน  แต่ละคนก็มีเทคนิคของตัวเอง  บอกความจริงบ้าง บางเรื่องก็ไม่บอก  หรือบางเรื่องไม่รู้ก็มี  ซึ่งเทคนิกการปลูกข้าวก็จะเปลี่ยนไปอยู่เหมือนกัน  แต่ถ้าใครไม่เคยปลูกข้าวขอบอกว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด  แต่ไม่ยากถ้ามีเวลาดูแลและคอยแก้ปัญหา  ถ้าเกิดโรคข้าวต่างๆ  ซึ่งโดยหลักการต้องกันไว้ดีกว่าแก้  และผมก็ไปเรียนรู้มา  และรู้วิธีการหมดทุกรูปแบบก็ปีนี้เอง   เป็นความรู้ที่ได้มาด้วยวิธีลองผิดลองถูก  ซึ่งกรรมวิธีต่างๆผมเป็นคนสั่งให้คนดูแลนาทำทุกขั้นตอน  ถึงแม้เกิดปัญหาบ้างแต่ก็ได้ความรู้หมด บางคนอาจคิดว่าจะไปลำบากทำไม  เขียนโปรแกรมสบายกว่าได้เงินมากกว่าตั้งหลายเท่า  แต่ผมคิดว่านี่คือความสุขเล็กๆน้อยๆครับ  เป็นการไปเที่ยวไร่นา   แล้วพัฒนาพื้นที่ไปด้วย   แต่เป้าหมายของชีวิตยิ่งใหญ่เกินกว่าคำบันยาย            

 

   วันนี้ได้ข้อมูลทาง INTERNET  เรื่องวิธีปฏิบัติตัวหลังอกหัก

 

   ความรักเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เมื่อมีรักก็ย่อมมีจาก ดังนั้น เมื่อรักไม่สมหวังเราจะมีวิธีการจัดการอย่างไรบ้างลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลย

1. เมื่อความรักมาถึง จุดหักไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะใครก็ตามมันไม่ได้เป็นความผิดของใครอย่าโทษตัวเองว่าเป็น เพราะ เราไม่ดี

2. เมื่อเราต้องการทำใจให้นำรูปแหล่งความหลังของทั้งสองไปทิ้ง มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะโยนความหลังสิ่งที่คุณรัก แต่มันคงจะดีกว่าที่คุณให้ภาพมาคอยหลอกหลอนคุณว่าไหม

3. เมื่ออดีตที่รักกันคุณมักมีเวลาอยู่ด้วยกันแต่เมื่อเลิกกันมันจะมีเวลาว่างมาก คุณควรหาอะไรทำ การทำอะไรก็ตามตลอดไม่ปล่อยให้ตัวเองว่างจะทำให้คุณไม่คิดมาก

4. อย่าให้ตัวเองอยู่คนเดียวในสังคม คุณควรหาเพื่อนคุยดีกว่าคุณจะมานั่งคิดอะไรคนเดียว

5. อย่าฟังเพลงเกี่ยวกับความรัก ผู้เขียนคิดว่ามันก็ยากเหมือนกันแต่เมื่อคุณฟังแล้วคุณก็เจ็บ คุณจะทำให้มันเจ็บทำไหม

6. ผู้หญิง/ผู้ชายมีมากมาย ไม่ได้มีเพียงแต่เธอหรือเขาที่ดี คุณยังต้องเจออะไรใหม่ ๆ ในชีวิต คุณอาจจะพบกับใครที่ดีกว่าคนคนนี้อีก คิดว่าคงมีซักวันที่เราจะได้พบ

7. วันที่เลิกกันอาจไม่ใช่วันที่เลวร้ายที่สุดเพียงแต่คุณก้าวผ่านมันให้ได้ก็เท่านั้นเอง

8. ถ้าคุณจะกลับไปคบกันใหม่ คุณควรจะคุยกันซะก่อนว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่ายว่าไหม

9. ถ้าเขากลับมาในฐานะเพื่อนคุณควรให้โอกาสเขา คุณก็ลองคิดว่ามีเพื่อนดีกว่ามีศัตรูหรือคุณอยากมีศัตรูล่ะ

10. การลืมน่ะมันเป็นเรื่องยากแต่การยอมรับความจริงน่ะเป็นสิ่งที่ดีกว่าว่าไหม

11. คนเรามีสิทธิ์จะเสียใจแต่ไม่ควรจมอยู่กับมันนาน มันไม่ได้ช่วยให้คุณรู้สึกดีหรือถูกเลย มีแต่จะสร้างความเจ็บปวดมากขึ้นไปเท่านั้น เรายังมีชีวิตอยู่และต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอีก

12. ถ้าคิดว่าจะตายเพราะความรัก  ลองคิดดูซิทำไมเราต้องตายให้กับคนที่เขาไม่เห็นคุณค่าเราด้วย เราควรอยู่ให้กับตัวเรา แม่ พ่อ พี่น้อง คนที่ยังอยู่ข้าง ๆ คุณอีกมากมายที่เขาพร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นว่าไหม

 

http://www.youtube.com/watch?v=8f7pnfMW890

 

 


ถ้าท่านต้องการตอบคำถามที่นี่ ท่านควรจะ  Login
ถ้าท่านยังไม่ได้ลงทะเบียน ท่านควรจะ  ลงทะเบียน

กระโดดไป หน้าที่ 18 เชิญถาม-ตอบปัญหาได้ที่นี่ครับ ตั้งชื่อกระทู้ใหม่
พิมพ์รายงาน พิมพ์รายงาน

Powered by Vfoxware Forums ver. 1.0
Copyright ©2006-2010 Vfoxware Guide